Official Update :

KUN จ่อย้ายเทรด SET 11 ก.ย. นี้ กางแผน 5 ปี ดันรายได้แตะ 1 พันลบ. พร้อมมุ่งสู่การเป็น Stock Dividend

KUN ยกระดับการลงทุน ย้ายเข้าเทรดใน SET วันที่ 11 ก.ย.67 เป็นวันแรก มองช่วยเพิ่มสภาพคล่อง-ดึงดูดนักลงทุน พร้อมกางแผน 5 ปี ดันรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท มีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มเป็น 12% เผยตุนแบ็กล็อกแน่น 300 ล้านบาท ทยอยรับรู้ต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง ดันรายได้ปี 67 มากกว่า 800 ล้านบาท หรือโต 10-15% ตามแผน


นางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้อนุมัติการย้ายหลักทรัพย์ KUN เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นวันแรก ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. นี้ ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง จากเดิมที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)


ทั้งนี้ ด้วยคุณสมบัติที่ผ่านเกณฑ์ ทำให้ KUN ได้ย้ายเข้า SET ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจ และผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการย้ายกระดานเทรดในครั้งนี้เป็นการเพิ่มสภาพคล่อง และเพิ่มเสถียรภาพของบริษัทรวมถึงยังช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าลงทุน และยังสามารถดึงดูดให้กลุ่มกองทุน นักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ หันมาลงทุนในหุ้น KUN ได้มากยิ่งขึ้น


“เชื่อว่าการย้ายกระดานซื้อขายเข้า SET ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตและเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อบริษัทไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสภาพคล่องของหุ้น, ราคาของหุ้น, เครดิตต่อสถาบันการเงินต่างๆ ความน่าเชื่อถือในการใช้เครื่องมือทางการเงิน และเพิ่มความน่าเชื่อถือต่อการลงทุนในอนาคต เช่น การควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) และการร่วมทุน (JV) ประกอบกับยังเพิ่มความน่าสนใจให้กับนักลงทุนทั่วไป, นักลงทุนสถาบัน, รวมถึงกองทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ”


โดยบริษัทวางแผนการเติบโตในระยะ 5 ปีข้างหน้า (2566-2570) ตั้งเป้าหมายรายได้แตะระดับ 1,000 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี มีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 12% จากอดีตเฉลี่ยอยู่ที่ราว 10% รวมถึงมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง และมีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อมุ่งสู่การเป็นหุ้น Stock Dividend (หุ้นปันผล) จากอดีตที่เป็นหุ้น Growth Stock (หุ้นเติบโต)


สำหรับภาพรวมธุรกิจภายในปี 2567 บริษัทคาดว่ารายได้จะมากกว่า 800 ล้านบาท หรือเติบโต 10-15% จากปีก่อน เนื่องจากช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 จะมีการทยอยรับรู้รายได้จากยอดขายที่รอการโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 300 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการเติบโตตามแผนที่วางไว้


ส่วนยอดขาย (Presale) ในปี 2567 บริษัทวางเป้าหมายไว้ที่ 1,600 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้วราว 1,000 ล้านบาท ประกอบกับในเดือนพ.ย. 67 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการนาวาร่า พระราม 2 มูลค่า 3,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรือธงในการสร้างรายได้ให้กับบริษัทในอนาคต


นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจับมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ Healthcare เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาฯ สำหรับผู้สูงอายุ รับแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุในไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจากับพันธมิตร คาดว่าจะเห็นความชัดเจนและเริ่มดำเนินโครงการได้ในปี 2571 โดยคาดหวังว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างรายได้ประจำให้กับบริษัทต่อเนื่อง