Official Update :

เทียบฟอร์ม MINT VS CENTEL ใครมีโอกาสทำกำไรเหนือกว่าในครึ่งปีหลัง

จากข่าวปิดตำนาน Texas Chicken แบรนด์ไก่ทอดในเครือ OR เตรียมยุติการให้บริการทุกสาขาวันที่ 30 ก.ย. 67 งานนี้ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ชี้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับหุ้นที่มีธุรกิจไก่ทอดคล้ายกัน โดยเฉพาะ CENTEL ที่มี KFC เป็นแบรนด์หลักของธุรกิจอาหาร คิดเป็นประมาณ 34% ของรายได้รวม และ MINT ที่มี Bon Chon ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง


นอกเหนือจากประเด็นข้างต้นที่จะเป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อหุ้นทั้ง 2 บริษัทแล้ว หากอยากรู้ว่าหุ้นตัวไหนฟอร์มดีช่วงนี้ Wealthy Thai จะพาคุณไปเจาะลึกบทวิเคราะห์จาก บล.กรุงศรี เตรียมพร้อมลงทุนไปด้วยกัน!


MINT ครึ่งปีหลังสดใส ลุ้นกำไรโต 17%

เริ่มจาก MINT ที่มีความมั่นใจในแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลัง 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโรงแรมในไทยและยุโรปที่เติบโตแข็งแกร่ง พร้อมทั้งการลดภาระหนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แม้ผลประกอบการไตรมาส 2/2567 จะต่ำกว่าคาดการณ์ นักวิเคราะห์ยังคงคาดว่ากำไรในปี 2567 จะเติบโต 17% อยู่ที่ 8.3 พันล้านบาท


ปัจจัยหนุนการเติบโตในครึ่งปีหลัง 2567 ได้แก่ 1.ธุรกิจโรงแรม ยอดจองและรายได้เติบโตระดับสองหลักในไทยและยุโรป จากการจัดอีเวนต์ใหญ่และช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในยุโรปช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2.ธุรกิจอาหาร การเติบโตของยอดขายในแบรนด์หลัก เช่น Sizzler และ The Coffee Club แม้ว่าตลาดในจีนและออสเตรเลียจะยังชะลอตัว


3.การลดหนี้ อัตราหนี้สุทธิต่อทุนลดลงเหลือ 1.0 เท่า ต่ำกว่าข้อกำหนดที่ 1.3 เท่า ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง และคาดว่าจะลดลงอีกในครึ่งหลังปีนี้ ซึ่ง MINT ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีนี้


ขณะนี้ หุ้น MINT ซื้อขายที่ EV/EBITDA 7 เท่า และ P/E 13 เท่า สำหรับปี 2568 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยฝ่ายวิเคราะห์ตั้งมูลค่าเหมาะสมไว้ที่ 38 บาท และยังคงคำแนะนำ "ซื้อ"


CENTEL เดินหน้าฟื้นธุรกิจโรงแรม แม้ปรับลดเป้า F&B

ส่วน CENTEL มีการปรับลดเป้าหมายธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ในช่วงครึ่งหลังปี 2567 สาเหตุหลักมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลงและการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้น โดยผู้บริหารปรับเป้าการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของธุรกิจ F&B ลงเหลือ 1-3% จากเดิม 3-5% แบรนด์หลักอย่าง KFC ซึ่งมีสัดส่วนรายได้สูงถึง 58% ของธุรกิจ F&B มีการเติบโตติดลบในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ Mister Donut และ Paper Lunch มีการเติบโตในเชิงบวก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการชะลอตัวของ KFC


ในส่วนของธุรกิจโรงแรม มีสัญญาณการฟื้นตัวบ้าง โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่มีอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้น แต่ในไทยยังคงเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ CENTEL ยังมีค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินการประมาณ 200-250 ล้านบาท สำหรับโรงแรมแห่งใหม่ในมัลดีฟส์ โดยจะรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในไตรมาส 4 ปีนี้


โดยปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของ CENTEL ในปี 2567-2569 ลง 6-13% เนื่องจากความท้าทายของธุรกิจ F&B ทั้งเรื่องการขยายสาขาและ SSSG ที่ต่ำลง รวมถึงปรับลดอัตราการเข้าพักของโรงแรมลงเหลือ 73% เนื่องจากมีการปรับปรุงโรงแรมหลายแห่ง และมีค่าใช้จ่ายในการเปิดโรงแรมใหม่ที่มัลดีฟส์ ซึ่งจะกดดันอัตรากำไรในปี 2567-2568


ทั้งนี้ในระยะยาว CENTEL ยังคงเป็นหุ้นที่น่าสนใจ แนะนำ "ซื้อ" โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 40 บาทต่อหุ้น แม้ว่าหุ้นจะซื้อขายที่ P/E ปี 2568 ที่ 25 เท่า และ EV/EBITDA ที่ 8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตถึง -2 SD สะท้อนถึงความกังวลของตลาดเกี่ยวกับผลการดำเนินงานในระยะสั้น