SCC ร่วง 3% หลังไฟไหม้บ.ย่อยวานนี้ ชี้กระทบยอดขาย 0.04%
วันนี้ (23 ก.ย.67) ราคาหุ้นของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 231 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท หรือ 2.94% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 421.20 ล้านบาท โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง คาดว่ามาจากความกังวลในด้านผลประกอบการที่เกิดจากเหตุเพลิงไหม้บริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ ที่ทาง SCC แจ้งว่ากระทบยอดขายบริษัทฯ 0.04%
โดย SCC เปิดเผยข้อมูลผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า บริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) (หรือ “TPC”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCC ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2567 เรื่อง ชี้แจงกรณีเพลิงไหม้และกลุ่มควันบริเวณโรงงาน โดยเกิดเหตุเมื่อเวลา 12.10 น. และเหตุการณ์ได้สงบลงเมื่อเวลา 15.05 น. ของวันเดียวกัน โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
โดย SCC เปิดเผยข้อมูลผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า บริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) (หรือ “TPC”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCC ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2567 เรื่อง ชี้แจงกรณีเพลิงไหม้และกลุ่มควันบริเวณโรงงาน โดยเกิดเหตุเมื่อเวลา 12.10 น. และเหตุการณ์ได้สงบลงเมื่อเวลา 15.05 น. ของวันเดียวกัน โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
อนึ่ง ผลกระทบยอดขายที่เกิดจากเหตุการณ์ดังกล่าว คิดเป็นร้อยละ 0.04 ของยอดขายของเอสซีจี ทั้งนี้ แม้เหตุการณ์ดังกล่าวได้สงบลงแล้วแต่ TPC ยังคงติดตามและดูแลความปลอดภัยต่อชุมชนและคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิดต่อไป
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ มีมุมมองเป็นลบเล็กน้อยจากข่าวนี้ โดยแม้บริษัทจะควบคุมสถานการณ์ได้แล้วแต่ต้องประเมินว่าจะกระทบสายการผลิต PVC หรือไม่ ในเบื้องต้น บล.ดาโอประเมินว่าทุก ๆ 1% ที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (utilisation rate) ของ PVC ลดลงจะกระทบ EBITDA ไตรมาส 3/67 ประมาณ 1.0%
สำหรับภาพรวมกำไรในระยะสั้น เชื่อว่าบริษัทจะเห็นกำไรที่อ่อนตัวจากไตรมาสก่อน ตามส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (petrochemical spread) ที่อ่อนตัวและรายได้เงินปันผลลดลงตามฤดูกาล ในเบื้องต้น คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 1.67 หมื่นล้านบาท เทียบกับ 2.59 หมื่นล้านบาทในปี 2566 โดยลดลงหลัก ๆ ตามกำไรจากการประเมินมูลค่ายุติธรรม (1.20 หมื่นล้านบาท) ที่หายไป ทั้งนี้ ยังไม่เห็นปัจจัยผลักดันหุ้นในระยะสั้น จึงยังคงคำแนะนำ "ถือ" ที่ราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 250.00 บาท อิง SOTP
