Official Update :

4 หุ้นยางพาราน่าจับตา ! เก็งรับอานิสงส์จีนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ธนาคารประชาชนจีน (PBOC) ได้ประกาศใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินและมาตรการสนับสนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กาลังเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเงินฝืด และมีความเสี่ยงที่จะไม่บรรลุเป้าหมายการเติบโตในปีนี้


โดย PBOC ประกาศปรับลดปริมาณการตั้งเงินสำรองไว้ที่อัตราที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2563 และปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษที่มาตรการทั้งสองถูกปรับลดในวันเดียวกัน


นอกจากนี้ผู้ว่าการธนาคารกลางยังประกาศมาตรการสนับสนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ โดยการผ่อนคลายนโยบายการเงินในครั้งนี้มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาด และมีโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในไตรมาสต่อ ๆ ไป หลังจากที่ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมามากกว่าคาด


ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ มองเป็น Sentiment เชิงบวกระยะสั้นต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจีน โดยหนึ่งในนั้น คือ กลุ่มยางพาราอย่าง STA, TEGH, NER เนื่องจากจีนเป็นตลาดส่งออกยางสำคัญของไทย โดยเฉพาะยางแท่ง ซึ่งตลาดจีนคิดเป็นสัดส่วนราว 40-50% ของส่งออกยางแท่งรวม ทั้งนี้ คาดว่า STA จะได้ประโยชน์มากสุด เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากจีนสูงถึง 50%


ทั้งนี้ Wealthy Thai ได้ทำการรวบรวมบทวิเคราะห์รายตัวของหุ้นยางพาราจำนวน 4 หุ้น ได้แก่ STA, STGT, NER, TEGH โดยมีรายละเอียด ดังนี้


บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 33.70 บาท นอกเหนือจากธุรกิจยางพาราที่จะเติบโตได้ต่อ ธุรกิจถุงมือยางของ STGT จะเป็นอีกธุรกิจที่จะเป็นปัจจัยช่วยเร่งการเติบโตของกำไร STA ในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 จากการกลับมาฟื้นตัวได้แบบ V-Shape เช่นกัน


ทั้งนี้ บล.หยวนต้า ประเมินกำไรธุรกิจถุงมือยางจะเติบโตเด่นในไตรมาส 3/67 จากปริมาณขายที่คาดจะฟื้นตัวมาที่ระดับ 1.0-1.1 หมื่นล้านชิ้นจาก 8 พันล้านชิ้นในไตรมาส 2/67 จากแนวโน้มคำสั่งซื้อที่ดีขึ้นหลังปัญหาค่าขนส่งทางเรือที่สูงและการขาดแคลนตู้มีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 3/67 ประกอบกับได้อานิสงส์จากการที่ US เตรียมเพิ่มภาษีการนำเข้าถุงมือแพทย์จากจีน ทำให้ลูกค้า US เริ่ม Shift คำสั่งซื้อมาที่ไทย


รวมถึงประเทศบราซิลที่เพิ่มภาษีการนำเข้า (Anti-Dumping) สินค้าถุงมือยางจากทุกประเทศ แต่ว่ามีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ซึ่งไทยโดยภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าประเทศอื่น จึงเริ่มเห็นปริมาณขายจากบราซิลที่สูงขึ้นในไตรมาส 2/67 และคาดจะมีแนวโน้มที่ดีต่อในไตรมาส 3/67เป็นอีกปัจจัยหนุนปริมาณขายของ STGTขณะที่แนวโน้มต้นทุนถุงมือยางพารา (NRGloves) มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจะหนุน และอัตราการใช้กำลังผลิตที่สูงขึ้นจะเป็นปัจจัยหนุน GPM ของ STGT และ STA โดยประมาณการกำไรปกติทั้งปีของ STA ที่ 1,721 ลบ.


ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) แนะนำ "ซื้อ" บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ราคาเป้าหมาย 15.00 บาท การขึ้นภาษีนำเข้าถุงมือจากจีนที่นำเข้ามาขายในตลาดสหรัฐฯ จะส่งผลดีต่อ STGT อย่างมาก โดยคาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นจากราคาขายที่สูงขึ้น STGT อาจสามารถเพิ่มปริมาณการขายและราคาขายถุงมือไนไตรล์และยางธรรมชาติที่ใช้ในทางการแพทย์และศัลยกรรมที่ส่งออกไปขายในตลาดสหรัฐฯ ได้ คาดว่ากำไรของ STGT อาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,500-3,000 ล้านบาท ในปี 2568-69 ซึ่งจะเพิ่มขึ้น 5-10 บาทต่อหุ้น จากราคาเป้าหมายของบล.บียอนด์ โดยอิงจากจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วของ STGT จำนวน 2,865 ล้านหุ้น และอัตราส่วน P/E 10 เท่า


ขณะที่บริษัท หลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด แนะนำ “ซื้อ” บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER พร้อมให้ราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 6.00 บาท มองว่าช่วงครึ่งปีหลัง 2567 ผลประกอบการจะยังเติบโตได้จากช่วงครึ่งปีแรก 6.1% เนื่องจากระดับราคาขายที่ยังคงอยู่ในระดับสูงจากผลของเอลนีโญในช่วงต้นปี ด้านต้นทุนขายเองก็เริ่มปรับตัวขึ้นมาด้วยเช่นกัน โดยกำไรสุทธิช่วงครึ่งปีแรก 2567 คิดเป็นสัดส่วน 48.5% ของประมาณการทั้งปีแล้ว ทั้งนี้ ยังคงกำไรสุทธิทั้งปีที่ 1,922 ล้านบาท


ด้านบล.หยวนต้า แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH พร้อมคงราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 ที่ 4.80 บาท โดยแนวโน้มไตรมาส 4/67 คาดจะเร่งตัวจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ทำระดับสูงสุดของปี แม้ประเมินว่าปริมาณขายยางพาราอาจลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน แต่คาดกำไรธุรกิจยางจะยังสูงขึ้นจากสัดส่วนปริมาณขายยาง EUDR ที่สูงขึ้น


อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าปริมาณขายยาง EUDR เพิ่มขึ้นเป็น 40% ของปริมาณขายยางทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทจะรับรู้รายได้การบริหารจัดการขยะสูงขึ้น และเริ่มรับรู้รายได้การขาย Biogas ให้กับ GGC ได้เป็นไตรมาสแรก บล.หยวนต้าคาดจะช่วยหนุนรายได้ของบริษัทที่ราว 30 ลบ./ไตรมาส (GPM สูงราว 35-40%) และทำให้ประมาณการกำไรปกติปี 2567 ของบล.หยวนต้าที่ 443 ลบ.


Most Viewed
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
เปิดโผหุ้นรับอานิสงส์ 4 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนไทย อัดงบ 7 หมื่นล้าน ลุย EV-AI นิคม ยานยนต์ ชิ้นส่วน พลังงานเด่น
เมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
GUNKUL เซ็น PPA ใหม่ คว้าโรงไฟฟ้า 3 โครงการ หนุนพอร์ตพลังงานสีเขียวโตต่อ ดันกำลังผลิตรวมพุ่งแตะ 2,121 MW
เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
มองครึ่งปีหลัง “สินทรัพย์เสี่ยง” ยังน่าสนใจ แต่ต้องเลือก... มองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,630 – 1,660 จุด !!!
เมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ประเทศไทย จาก “Sick Man of Asia” สู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน AI ดาวรุ่ง? Bloomberg ชี้โอกาสรับย้ายฐานผลิต หนุนไทยขึ้นแท่นฐานลงทุนโลก
เมื่อ 12 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us