BCP ราคาหุ้น 6 เดือนรูด 15% กูรูยังประสานเสียงแนะ “ซื้อ” มองครึ่งปีหลังสดใส รับค่าการกลั่นฟื้น
ราคาหุ้น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาจนถึงวันทำการล่าสุด โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลง 15% นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 45.00 บาท เมื่อวันที่ 4 เม.ย.67 และล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ต.ค.67 ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมาที่ระดับ 38.25 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,261.65 ล้านบาท โดยปัจจัยที่เป็นตัวกดดันราคาหุ้น คาดว่ามาจากความกังวลด้านค่าการกลั่นในช่วงก่อนหน้านี้ที่มีการปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังคงแนะนำ “ซื้อ” BCP เนื่องจากมองว่าภาพรวมผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นจากค่าการกลั่นที่ฟื้นตัวจากช่วงก่อนหน้านี้ และราคาก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะได้แรงหนุนจากอุปสงค์เชื้อเพลิงทำความร้อนช่วงฤดูหนาว
โดย บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ แนะนำ “ซื้อ” BCP ให้ราคาเหมาะสม 46.50 บาท ทั้งนี้ ปัจจุบัน BCP มีการลงทุนในธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติผ่านบริษัทย่อย OKEA (ถือหุ้น 45.58%) โดย OKEA ถือสัดส่วนลงทุนในแหล่งปิโตรเลียม Yme 15% ทั้งนี้ Yme เป็นโครงการผลิตก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบในประเทศนอร์เวย์ มี Repsol ถือสัดส่วน 55% และเป็นผู้ดำเนินโครงการ
ส่วนพันธมิตรร่วมลงทุนรายอื่น ได้แก่ PGNiG 20%, OKEA 15% และ Lime 10% โดยการจำหน่ายแหล่งปิโตรเลียม Yme ถือว่าเป็นไปตามกลยุทธ์ของ OKEA ที่ต้องการ Exit ออกจากNon-core Asset ที่มีสัดส่วนความเป็นเจ้าของเพียงเล็กน้อย โดยการจำหน่ายครั้งนี้ จะทำให้ OKEA สามารถ Focus การใช้ทรัพยากรการเงิน และบุคลากรให้แก่ Core Asset ดีขึ้น
ทั้งนี้ คาดว่าธุรกรรมจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2567 โดยหลังธุรกรรมครั้งนี้ การรับรู้ปริมาณผลิตน้ำมัน –ก๊าซธรรมชาติปี 2567-2568 ของ OKEA จะลดลง 3-3.5 kboed (vs เดิมอยู่ที่ 36-40 kboedและ 50 kboed ตามลำดับ) ทั้งนี้ OKEA ให้ข้อมูลว่าจะบันทึกกำไรจากการจำหน่าย (หลังหักภาษี) เข้ามาในงบปี 2567 ราว NOK150-250mn หรือราว 470–790 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ธุรกรรมดังกล่าวอาจเป็น Downside ต่อสมมติฐานปริมาณขายปี 2567 -2568 แต่ภาพรวม บล.หยวนต้า มองเป็นบวกอ่อน ๆ เพราะ 1. ราคาซื้อขายอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้บันทึกกำไรพิเศษเข้ามาช่วย 2. คาดว่าประสิทธิภาพการทำกำไรจะสูงขึ้นทดแทนปริมาณผลิตที่ลดลงได้ รวมทั้งโอกาสบันทึกขาดทุนด้อยค่าจะลดลง เนื่องจากที่ผ่านมาประสิทธิภาพการผลิตของ Yme ไม่สูงเทียบกับแหล่งปิโตรเลียมอื่นใน Portfolio 3. OKEA จะสามารถนำเม็ดเงินไปต่อยอดลงทุนในโครงการอื่น ๆ
แม้ทิศทางงบไตรมาส 3/67 ไม่เด่นจากความเสี่ยงขาดทุนสต็อกตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตาม มองข้ามไปไตรมาส 4/67 ผลประกอบการจะฟื้นตัว เพราะราคาน้ำมันดิบปัจจุบันมี Downside จำกัด รวมทั้งค่าการกลั่น และราคาก๊าซธรรมชาติจะได้แรงหนุนจากอุปสงค์เชื้อเพลิงทำความร้อนช่วงฤดูหนาว
ส่วนปี 2568 คาดผลประกอบการเพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน เป็น 9.0 พันล้านบาท หนุนจาก Synergy บริหารงานร่วมกับ BSRC เพิ่มขึ้น, ผ่านช่วงปิดซ่อมบำรุงใหญ่โรงกลั่นในปี 2567 มาแล้ว, COD โครงการน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF) ตั้งแต่ไตรมาส 2/68 นอกจากนี้ ยังสามารถคาดหวังการเติบโต Inorganic ในธุรกิจไฟฟ้า และทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งถือเป็น Upside ที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการ โดยบริษัทฯ มีแผนต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Mid-to-late Life Asset จาก OKEA เข้าสู่ภูมิภาคเอเชียคาดเห็นความชัดเจนในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
เช่นเดียวกับ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ที่ยังคงแนะนำ “ซื้อ” BCP พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 49.00 บาท โดย OKEA บริษัทย่อยของ BCP (ถือ 45.6%) บรรลุข้อตกลงขายสัดส่วนลงทุนในแหล่ง Yme (15%) ทั้งหมดให้กับ Lime Petroleum AS (หนึ่งในผู้ประกอบการ E&P ของนอร์เวย์) คิดเป็นมูลค่า 15.65$mn และจะรับรู้กำไรหลังภาษีฯ ราว 150-250NOKmn คาดการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2566 หลังการขาย OKEA ไม่ต้องรับภาระค่ารื้อถอนของโครงการ Yme โดยปริมาณผลิตของ OKEA จะลดลงราว 3.0-3.5KBOED
โดย บล.กรุงศรี มอง Slightly Positive ต่อการขายแหล่ง Yme ของ OKEA เพราะ 1. การขายแหล่งดังกล่าวไม่ได้ทำให้ภาพรวมอัตรากำไรของ OKEA เปลี่ยนไป โดยคาดอัตรากำไรของแหล่ง Yme ใกล้เคียงแหล่งอื่น ๆ ในมือ 2. contribution กำไรที่หายไปราว 100 ล้านบาท หรือ -2% ของกำไรปกติ 2568-2570 ไม่ได้เปลี่ยนทิศกำไรอย่างมีนัยสำคัญ และเงินสดที่ได้รับจากการขายราว 520 ล้านบาท ชดเชยได้
3.มีกำไรพิเศษ (non-cash) เข้ามาหนุน 215-358 ล้านบาท ในไตรมาส 4/67 หรือคิดเป็น upside ราว 3-5% ของกำไรปี 2567 และ 4. มีเงินสดและทรัพยากรบุคคลพร้อมมากขึ้น เปิดรับโอกาสขยายการลงทุนธุรกิจ E&P ในนอร์เวย์ (M&A) ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 เพื่อชดเชยปริมาณขายที่หายไปของ Yme และสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทที่ตั้งเป้าขยายปริมาณขายเป็น 50KBOED ภายใน 2568
สำหรับภูมิภาค EU คาดกำไรปกติไตรมาส 3/67 ฟื้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน (ฐานต่ำ) เพราะ 1. โรงกลั่นพระโขนงไม่มีปิดซ่อม, ค่าการกลั่นฟื้นจาก demand ของ U.S. driving season และ crude premium ลดลงกลบ stock loss และ 2. ธุรกิจ E&P ปริมาณขาย +5% จากไตรมาสก่อน มาที่ 35kboed จากการปิดซ่อมหลุมผลิตลดลง
พร้อมคงมุมมองช่วงครึ่งปีหลัง 2567-2568 จะมีปัจจัยบวกหนุน 1. คาดกำไรปกติฟื้นจากไตรมาสก่อน ในไตรมาส 3-4 ปี 2567 ตามค่าการกลั่นที่ฟื้นตัวจากต้นไตรมาส 3/67 ราว 6% จากไตรมาสก่อน และไตรมาส 4/67 เข้าสู่ฤดูหนาวหนุนความต้องการใช้ middle distillate และ OKEA ปิดซ่อมลดลง
2. ปี 2568 ที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้นทั้งฝั่งโรงกลั่นไม่มีปิดซ่อมและ E&P ที่หลุม Statfjord ปิดซ่อมลดลง รวมถึง crude premium ที่ลดลง ชดเชย stock gain ที่ลดลงส่งให้กำไรปกติ 2568 อยู่ในระดับสูงกว่า pre-covid (991-5,569 ลบ.) ขณะที่ PBV อยู่ที่ 0.7 เท่า ต่ำกว่าช่วง pre-covid ที่ระดับ 0.8-1 เท่า และ 3. อาจมี Upside จาก M&A ของฝั่งธุรกิจ E&P
