Official Update :

TOP ไปทางไหนต่อ? หลัง 6 เดือนหุ้นร่วง 16% ฟากโบรกฯ แนะทั้ง “ซื้อ” และ “เก็งกำไร” มอง Q4/67 พลิกกำไร รับขาดทุนสต็อกน้ำมันลด

ราคาหุ้น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาจนถึงวันทำการล่าสุด โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลง 15.68% นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 59.00 บาท เมื่อวันที่ 11 เม.ย.67


และล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ต.ค.67 ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมาที่ระดับ 49.75 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 480.09 ล้านบาท โดยปัจจัยที่เป็นตัวกดดันราคาหุ้น คาดว่ามาจากความกังวลด้านผลประกอบการไตรมาส 3/67 ที่มีแนวโน้มพลิกเป็นขาดทุน


ทั้งนี้ จากการสำรวจบทวิเคราะห์ พบว่านักวิเคราะห์มีคำแนะนำทั้ง “ซื้อ” และ “เก็งกำไร” หุ้น TOP เนื่องจากมองว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 4/67 จะสามารถพลิกกลับมาเป็นกำไรสุทธิได้จากผลขาดทุนสต็อกน้ำมันที่ลดลงหลังราคาน้ำมันปัจจุบันเริ่มฟื้นตัว


โดย บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด ระบุ แนะนำ “ซื้อ” TOP พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 58.50 บาท ทั้งนี้ คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3/67 ขาดทุนสุทธิ 3.7 พันล้านบาท พลิกจากไตรมาส 2/67 ที่มีกำไรสุทธิ 5.5 พันล้านบาท และไตรมาส 3/66 ที่กำไรสุทธิ 1.08 หมื่นล้านบาท โดยผลการดำเนินงานที่ลดลงจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน เป็นผลจากค่าการกลั่นที่ปรับตัวลดลง และการบันทึก stock loss


ทั้งนี้หากตัดรายการพิเศษที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้แก่ 1. ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันสุทธิ (รวม NRV) 7.9 พันล้านบาท 2. กำไรจากธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง 55 ล้านบาท และ 3. กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1.8 พันล้านบาท ส่วนกำไรปกติจะอยู่ที่ 2.3 พันล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน


สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/67 คาดพลิกกลับมาเป็นกำไรสุทธิได้จากผลขาดทุนสต็อกน้ำมันที่ลดลง อย่างไรก็ตามคาดผลการดำเนินงานหลักยังคงถูกกดดันจากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับ crude premium น้ำมันดิบ Murban ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น


หากพิจารณาเฉพาะส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์หลักในกลุ่ม Middle distillates ณ ปัจจุบัน ในเดือน ต.ค.ยังอยู่ใน ระดับต่ำราว US$11-12/bbl แต่คาดหวังว่าจะทยอยปรับขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล โดยมีอุปสงส์ ในช่วง high season ทั้งในแง่ manufacturing / traveling / winter ด้าน run rate ของโรงกลั่น TOP คาดว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงไตรมาส 3/67


ส่วนธุรกิจอะโรมาติกส์และธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น คาดดีขึ้นตามทิศทางของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์หนุนจากอุปสงส์และต้นทุน feedstock อย่างไรก็ตามเพื่อสะท้อนค่าการกลั่นที่อ่อนแอกว่าคาด รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ


ดังนั้นจึงปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 67 ที่ 9.8 พันล้านบาท ลดลง -50% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนส่วนในปี 68 ปรับลดกำไรสุทธิลงจากเดิม -19% อยู่ที่1.79 หมื่นล้านบาท


ขณะที่ บริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัดระบุ แนะนำ “เก็งกำไร” TOP พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 55 บาท คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3/67 จะขาดทุนสุทธิ 3.5 พันล้านบาท พลิกจากกำไรสุทธิ 5.5 พันล้านบาท ในไตรมาส 2/67 และ 1.1 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 3/66 สาเหตุหลักมาจากประเมินว่าบริษัทจะขาดทุนสต็อกน้ำมันสูง 7.5 พันล้านบาท (ก่อนหักภาษี) สอดคล้องราคาน้ำมันดิบที่ปรับฐานลงจากความกังวลด้านเศรษฐกิจ และการเริ่ม Unwind มาตรการลดปริมาณผลิตแบบสมัครใจของ OPEC ตั้งแต่เดือนธ.ค.


นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานปกติคาดอ่อนแอลงจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน จากค่าการกลั่นสูงผิดปกติในไตรมาส 3/66 และลดลงจากไตรมาสก่อน เพราะคาดว่า 1. อัตรากำไรรวม (Market GIM) จะทำได้ US$5.2/bbl(-9% จากไตรมาสก่อน) สาเหตุหลักมาจากการอ่อนตัวลงของค่าการกลั่นเหลือ US$3.5/bbl (-8% จากไตรมาสก่อน) ตามทิศทาง Crack Spread น้ำมันสำเร็จรูปชนิดหลักที่ลดลง 2. ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการปิดซ่อมหน่วยเพิ่มคุณภาพน้ำมันช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 3. รับรู้ผลขาดทุนจาก CAP เพิ่มขึ้นตามทิศทาง Spread โอเลฟินส์


สำหรับไตรมาส 4/67 คาดผลประกอบการฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน เพราะ 1. ขาดทุนสต็อกน้ำมันจำนวนมากไม่เกิดขึ้น หลังราคาน้ำมันปัจจุบันเริ่มฟื้นตัวจากความกังวลสงครามอิสราเอล vs อิหร่าน และการกลับรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงคลังในไตรมาส 3/67 (NRV) 2. Crack Spread น้ำมันขั้นกลาง (ดีเซล อากาศยาน) ฟื้นตัวจากการเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวและความต้องการใช้ Heating Oil


อย่างไรก็ตาม ทิศทางผลประกอบการไตรมาส 3/67 ที่อ่อนแอทำให้ประมาณการปี 2567 เดิมของ บล.หยวนต้า มี Downside จึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ลง 17% เป็น 1.2 หมื่นล้านบาท โดยปรับลดสมมติฐานค่าการกลั่นเป็น US$5.1/bbl และปรับเพิ่มขาดทุนสต็อกน้ำมันเป็น 3.9 พันล้านบาท (หรือ US$1/bbl) ให้สะท้อนความอ่อนแอในไตรมาส 3/67