คุยกับ TNP- KK สิงห์เหนือเสือใต้ ค้าปลีกไซส์เล็กผู้ได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐ
2 หุ้นค้าปลีกย่านต่างจังหวัดที่น่าจับตาอย่าง TNP และ KK มีความโดดเด่นไม่หยุด ทั้งในแง่ของผลประกอบการ และราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทีมข่าว Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยังผู้บริหารของทั้ง 2 บริษัท โดยจะมีความน่าสนใจแค่ไหน เรามีคำตอบมาให้แล้ว
สำหรับ TNP หรือ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่รวมอาหารสดภายใต้ชื่อ "ธนพิริยะ" ในแถบภาคเหนือของประเทศ ณ สิ้นไตรมาส 1/64 มีจำนวน 33 สาขา ได้แก่ จังหวัดเชียงราย 27 สาขา จังหวัดพะเยา 4 สาขา และจังหวัดเชียงใหม่ 2 สาขา
ขณะที่ KK หรือ บริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ภายใต้ชื่อร้าน "เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์" ในแถบภาคใต้ของประเทศ ครอบคลุมจังหวัดสงขลา,พัทลุง และสตูล โดยสิ้นไตรมาส 1/64 มีจำนวนสาขารวมกันที่ระดับ 28 แห่ง
TNP ผลักดันค้าปลีกไทยให้โดดเด่น
เริ่มจาก TNP โดยคุณอมร พุฒิพิริยะ รองกรรมการผู้จัดการ TNP เปิดเผยกับ Wealthy Thai ว่า ภาพรวมกำลังซื้อชะลอตัวบ้างตามสถานการณ์ COVID-19 แต่ในส่วนของค้าปลีกยังเติบในทิศทางที่ดี ซึ่งในส่วนของ TNP ได้รับแรงหนุนจากมาตรการของภาครัฐที่ออกมากระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น โครงการ ม.33 เรารักกัน โครงการเราชนะ และคนละครึ่ง เป็นต้น
สำหรับทิศทางไตรมาส 2/64 ยังอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง โดยมีแผนปรับประมาณการรายได้ทั้งปี 2564 เพิ่มขึ้นอีก จากเดิมที่วางเป้ามีรายได้เติบโตระดับ 10-15% จากปีก่อน เบื้องต้นจึงคาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 15-20% จากปีก่อน เนื่องจาก ส่วนแรกมาจากบริษัทมีการขยายสาขาได้ตามแผนที่กำหนดไว้ และอีกส่วนมาจากปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการของภาครัฐ ประกอบกับการเพิ่มสินค้าใหม่ๆเข้ามาในสาขาอีกด้วย
ทั้งนี้ในปี 2564 บริษัทยังมีแผนขยายสาขาต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าสิ้นปี 2564 จะมีสาขารวมกันทั้งสิ้น 37 สาขา ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงราย พะเยา และจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีแผนขยายไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพ จาก ณ สิ้นไตรมาส 1/64 มีจำนวน 33 สาขา ได้แก่ จังหวัดเชียงราย 27 สาขา จังหวัดพะเยา 4 สาขา และจังหวัดเชียงใหม่ 2 สาขา
“ธนพิริยะ ถือเป็นรายแรกของค้าปลีกไทยที่มาจากโชว์ห่วยจริงๆ เราคาดหวังว่าสิ่งที่ ธนพิริยะทำเป็นต้นแบบ จะทำให้ทั้งหมดของประเทศไทย เป็นสมาร์ทโชห่วยได้ โดยเป็นโมเดลที่เรามองไว้ว่าน่าจะเป็นค้าปลีกที่แข็งแกร่ง เราพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะทำให้ค้าปลีกไทยโดดเด่นมากกว่านี้ให้ได้” คุณอมร กล่าว
KK เตรียมเข้าซื้อกิจการธุรกิจอาหารแช่แข็ง
ขณะที่ KK โดยคุณกวิศพงษ์ สิริธนนนท์สกุล กรรมการผู้จัดการ KK เปิดเผยกับ Wealthy Thai ว่า จากราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มองว่า เป็นไปตามกลไกตลาด ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในช่วงไตรมาส 2/64 มองว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อเนื่อง เป็นผลมาจาก ทั้งปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายในที่สนับสนุน
โดยปัจจัยภายนอกมาจากมาตรการของภาครัฐที่กระตุ้นกำลังซื้อผ่านโครงการบัตรประชารัฐ โครงการ ม.33 เรารักกัน โครงการเราชนะ เป็นต้น จึงเป็นผลทำให้กำลังการซื้อของลูกค้าที่ได้รับการสนับสนุนของภาครัฐอยู่ในเกณฑ์ที่ดี รวมทั้งการขยายสาขาของบริษัท โดยได้เปิดสาขาที่ 29 เมื่อปลายเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เพิ่มยอดขายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจัยภายใน คือการทำยุทธศาสตร์ภายในองค์กร ด้วยการลดของเสีย และเพิ่มรอบในการจำหน่ายสินค้า ทำให้ต้นทุนการบริหารคลังสินค้าลดลง
ขณะที่กลยุทธ์ของบริษัท จะใช้แอพพลิเคชั่น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยการสร้างความจงรักภักดี ต่อแบรนด์ ทั้งการสะสมพอยท์ ด้วยการนำพอยท์มาแลกซื้อสินค้าที่ถูกกว่าราคาปกติ โดยบริษัทได้รับความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ ทำให้ลูกค้าเกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์เพิ่มขึ้น
โดยแอพพลิเคชั่น ปัจจุบันมีกระแสตอบรับที่ดีมาก จากเดิมที่บริษัทไม่ทราบว่าลูกค้าคือใคร อยู่ที่ไหน แต่หลังจากที่นำแอพพลิเคชั่นเข้ามาใช้ ลูกค้าสมัครเข้ามาใช้บริการกว่า 3 หมื่นราย ทำให้บริษัทรู้ว่าลูกค้าเป็นใคร อยู่ที่ไหน และมีพฤติกรรมอย่างไร โดยมีแผนพัฒนาเฟส 2 ต่อไปอีก ซึ่งตั้งเป้ามีฐานสมาชิก 5 หมื่นรายภายในเดือน ก.ค.64 เนื่องจาก บริษัทจะมีการเพิ่มศักยภาพของแอพพลิเคชั่น ด้วยการเพิ่มตัวเลือกให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นได้ และนัดหมายรับส่งของที่หน้าสาขา โดยที่ลูกค้าไม่ต้องลงจากรถ เพื่อความสะดวกในยุค COVID-19
ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมีสาขารวม 29 แห่ง ครอบคลุมจังหวัดสงขลา,พัทลุง และสตูล โดยในปี 2564 มีแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 2 สาขา ซึ่งสาขาแรกเปิดไปแล้วดังที่กล่าวมาข้างต้น ขณะที่อีกสาขามีแผนจะเปิดให้บริการช่วงไตรมาส 3/64 ในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้าง ดังนั้นบริษัทวางเป้าหมายรายได้ปี 2564 อยู่ที่ระดับ 1,200 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่มีรายได้ระดับ 973.56 ล้านบาท
ขณะที่กำลังการซื้อทั้งในสงขลาและพัทลุง โดยส่วนใหญ่รายได้ของประชากรก็คือ ยางพารา เมื่อยางพาราได้ผลตอบรับที่ดีของตลาดโลก เช่น ความต้องการใช้ถุงมือ หรือมีการเปิดประเทศ อุตสาหกรรมการบินก็จะต้องมีการใช้ล้อยางล้อเครื่องบินใหม่ ดังนั้นกระแสความต้องการยางพาราสูงขึ้น ราคายางพาราดีขึ้น ทำให้ลูกค้ามีกำลังซื้อที่ดีขึ้น และอีกอย่างเรื่องของปาล์มที่ปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเช่นกัน ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น
นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในธุรกิจอาหารแช่แข็ง เพื่อเอื้อต่อธุรกิจบริษัท ซึ่งคาดว่าจะเห็นข้อสรุปภายในไตรมาส 4/64
“แม้ KK เป็นหุ้นตัวเล็กๆ แต่เราพยายามใช้ศักยภาพที่เราพัฒนามาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อจะให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด”นายกวิศพงษ์ กล่าว

