Official Update :

ชี้เป้า 3 หุ้นยักษ์ใหญ่ พื้นฐานแก่ง เหมาะกับสาย VI

สำหรับนักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐาน หรือ Value Investor ที่กำลังมองหาหุ้นพื้นฐานดีถือระยะยาวในปีนี้ นักวิเคราะห์จาก http://Investing.com ได้แนะนำ 3 หุ้นบริษัทยักษ์ใหญ่จากทั่วโลก ที่มีแนวโน้มเติบโตและให้ผลตอบแทนสูงในปี 2025 นี้ โดย 2 เกณฑ์หลักในการคัดเลือกหุ้นทั้ง 3 นี้คือ (1) เป็นหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก และ (2) ราคาเป้าหมายสำหรับปี 2025 โดยเฉลี่ยสูงถึง 10% เป็นอย่างต่ำ


1.Citigroup (C)

Citigroup หรือ C เป็นหนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ซึ่งในปัจจุบัน หุ้นธนาคารมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนดีจากปัจจัยหลายด้าน เช่น (1) การฟื้นตัวที่แข็งแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ (2) การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) (3) ความต้องการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ (4) นโยบายผ่อนปรนมาตรการการปล่อยกู้ธนาคารที่เสนอโดยประธานาธิบดี Donald Trump 


นอกจากนี้ หุ้น C ยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (dividend yield) สูงที่ประมาน 3.18% และมีคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (earning per share หรือ EPS) ในปี 2025 ที่ 22% และแม้ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ไปแล้วในปี 2024 ที่ผ่านมา แต่ราคาหุ้นก็ยังถือว่าต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) โดยนักวิเคราะห์จากแพลตฟอร์ม http://Investing.com มองว่าราคาในปัจจุบันต่ำกว่าราคาพื้นฐาน (fundamental price) ราว 19% แถมราคาเป้าหมายโดยเฉลี่ยของหุ้นบนแพล็ตฟอร์มอยู่ที่ 80.25 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถือว่ามี upside ราว 10% จากราคาปัจจุบัน


2.Uber (UBER) 

UBER เป็นบริษัทเครือข่ายคมนาคมชั้นนำสัญชาติอเมริกันที่มีผู้ใช้มากกว่า 150 คนทั่วโลก ซึ่งบริษัทมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต โดยนักวิเคราะห์คาดว่ากำไรบริษัทจะเติบโตมากกว่า 15% ในปี 2025 นี้ และรายได้จะมีอัตราการเติบโตแบบทบต้นต่อปีราว 17% ไปจนถึงปี 2026 และแม้ UBER จะเจอการแข่งขันจากเทรนด์แท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) แต่ robotaxi ยังมีต้นทุนค่อนข้างสูง ทำให้ UBER จะยังคงครองตลาดเครือข่ายคมนาคมไปได้อีกสักพัก ส่วนราคาปัจจุบันของหุ้น UBER นั้นต่ำกว่าราคามูลค่ายุติธรรม (fair value) อยู่ประมาณ 10% และราคาเป้าหมายโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 90 ดอลลาร์ (มี upside มากกว่า 30% จากราคาปัจจุบัน) ตามการคำนวณจากแพล็ตฟอร์ม http://Investing.com  


3.Rio Tinto (RIO)

Rio Tinto หรือ RIO เป็นบริษัทเหมืองจากอังกฤษและออสเตรเลียที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก บริษัททำกิจการใน 6 ทวีปทั่วโลกและผลิตวัตถุดิบสำหรับสินค้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก ทองแดง หรือ อะลูมิเนียม โดยทรัพยากรเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตพลังงานสะอาดด้วย


แม้ในปี 2024 ราคาหุ้นบริษัทจะลดลงกว่า 12% ในปี 2024 ที่ผ่านมา แต่ตัวหุ้นยังมีความน่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิในอนาคต (Forward P/E) อยู่ที่ 8.5 ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 15.81 ทำให้หุ้นมีราคาถูกเมื่อเทียบกับศักยภาพในการทำกำไร แถมหุ้นยังมี dividend yield สูงถึง 6% ด้วย


นอกจากนี้ บริษัทยังมีกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มีแนวโน้มส่งผลดีในระยะยาว เช่น (1) การเข้าซื้อ Arcadium Lithum ซึ่งเป็นผู้ผลิตแร่ลิเทียมของสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดเป็นที่ 3 ของโลก และ (2) การขยายธุรกิจทองแดงผ่านการเป็นหุ้นส่วนกับ Sumitomo ซึ่งมีโอกาสได้รับผลดีจากความต้องการทองแดงเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ราคาเป้าหมายโดยเฉลี่ยของบริษัทอยู่ที่ 82.20 ดอลลาร์ ซึ่งมี upside เกือบ 40% จากราคาปัจจุบัน


สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนหุ้นต่างประเทศ สามารถทำในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้ (1) ลงทุนผ่านตลาดหุ้นในต่างประเทศโดยตรง โดยการเปิดบัญชีเทรดหุ้นแบบ Offshore กับโบรกเกอร์ไทย หรือ (2) ลงทุนผ่านตลาดหุ้นไทย โดยลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผลตอบแทนในต่างประเทศ เช่น ETF / DW และ DR & DRx