SCC เข้าสู่เฟสผลงานเติบโต รับแรงหนุนจาก 3 ธุรกิจที่โดดเด่น
ในช่วงที่มีวิกฤติเกิดขึ้น ถือเป็นความท้าทายอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการประคองธุรกิจให้อยู่รอด ท่ามกลางแรงกดดันต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้น แต่มีหนึ่งหุ้น SET50 ได้พิสูจน์ให้นักลงทุนเห็นแล้วว่าแม้จะเกิดวิกฤติแค่ไหนก็ยังสามารถสร้างผลกำไรให้เติบโตต่อไปได้อย่างบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ผู้ดำเนินธุรกิจการลงทุน (Holding company) ใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง โดยงวดไตรมาส 3/63 ถือเป็นหุ้นที่มีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิมากสุดเป็นอันดับสามของ SET50 ด้วยการปรับเพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 57.01% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นรองเพียงแค่ GPSC และ BTS เท่านั้น จนทำให้ตัวเลขกำไรสุทธิของ SCC งวด 9 เดือนแรกของปี 63 อยู่ในระดับสูงสุดของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 26,096.41 ล้านบาท แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง PTT ที่มีกำไรสุทธิ 24,619.12 ล้านบาท
ล่าสุดบริษัทลูกสุดที่รักของ SCC อย่าง บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ว่า บริษัทได้เสร็จสิ้นการควบรวมกิจการกับ Bien Hoa Packaging Joint Company (SOVI) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูและกล่องเคลือบลามิเนท
โดยบริษัทได้เข้าซื้อหุ้น SOVI จำนวน 12.076 ล้านหุ้น คิดเป็น 94.11% ของจำนวนทั้งหมด ในราคา 171.45 ดอง รวมเป็นเงิน 2,070 พันล้านดอง หรือราว 2,700 ล้านบาท โดยดำเนินการผ่านบริษัทย่อย TCG Solution Pte.Ltd และบริษัทจะรับรู้รายได้จาก SOVI และแสดงในงบการเงินรวมตั้งแต่เดือนม.ค.64
สำหรับ SOVI เป็นหนึ่งในผู้นำบรรจุภัณฑ์กระดาษ มีโรงงานผลิตจำนวน 3 แห่ง ตั้งอยู่ในนคร โฮจิมินห์ มีฐานการผลิตรวมกว่า 40 แห่งในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย โดยช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีรายได้ประมาณ 2,100 ล้านบาท และมีกำไรหลังหักภาษี ประมาณ 200 ล้านบาท โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ประมาณ 1,380 ล้านบาทเมื่อสิ้นไตรมาส 3/63
SCC เข้าสู่เฟสของการเติบโต คือ 1. ธุรกิจปิโตรเคมี กำลังการผลิตจะเพิ่ม 70% เน้น HVA และ นวัตกรรม 2.ธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เน้นเซอร์วิส และ โซลูชั่นไปค้าปลีก 3.) ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ตั้งเป้าจะโตเป็น 2 เท่าใน 5 ปี รวมทั้งกำไรไตรมาส 4/63 จะยังเด่น แรงหนุนสเปรดปิโตรเคมี แม้ว่า MOC จะปิดซ่อมบำรุง 45วัน นอกจากนี้ขยายการลงทุนต่อเนื่อง และปันผลดี 4%สะท้อนจากมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
พร้อมทั้งยังระบุอีกว่า แนวโน้มผลประกอบการของ SCC ในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้าจะเข้าสู่เฟสของการเติบโต รับแรงหนุนจากทั้งสามธุรกิจ คือ ธุรกิจปิโตรเคมี กำลังการผลิตจะเพิ่ม 70% เน้น HVA และ นวัตกรรม ธุรกิจปูนซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เน้นเซอร์วิส และ โซลูชั่น ไปรีเทล ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ตั้งเป้าจะโตเป็น 2 เท่าใน 5 ปีข้างหน้า
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 4/63 คาดว่ากำไรจะยังเด่นประมาณ 9 พันล้านบาท เติบโต 27%จากช่วงเดียวกันของปี 63 แม้ว่าจะปิดซ่อมบำรุง MOC 45 วัน ซึ่งจะทำให้ปริมาณขาย Polyolefin หายไป 120,000-130,000 ตัน จากปริมาณขายปกติ 450,000-470,000 ตัน แต่สเปรดปิโตรเคมีได้เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากไตรมาสก่อน รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวได้ดีของตลาดจีน และ เอเชีย ทำให้กำไรธุรกิจปิโตรเคมีจะไม่ลดลงมากนัก
ส่วนปูนซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีแนวโน้มจะประคองตัวได้ดีต่อเนื่อง จากการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ขายสินค้าพร้อมบริการบวกด้วยโซลูชั่น ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร มีแนวโน้มจะเติบโตต่อเนื่อง และไตรมาส 4 จะได้แรงบวกเพิ่มจาก Fajah มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหลังจากที่ไตรมาส 3/63 ขาดทุนถึง 111 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการของ SCC คาดจะเข้าสู่แนวโน้มของการกลับมาเติบโตใหม่ ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการลงทุนสูงในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต คือ ธุรกิจปิโตรเคมี กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้น 70% ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ตั้งเป้าจะโตเป็น 2 เท่า ใน 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจปูนซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เน้นเซอร์วิส และ โซลูซั่น ไปลูกค้ารีเทล ดังนั้นปรับประมาณการกำไรปีนี้และปีหน้าเพิ่มขึ้น 7% โดยคาดกำไรปี 2563 สามารถเติบโตได้ 9.6% สู่ระดับ 35,097 ล้านบาท และ ปี 2564 จะเติบโตต่อ 5.6% สู่ระดับ 37,075 ล้านบาท
ทั้งนี้ธุรกิจปิโตรเคมี ปี 2564 โรงงาน MOC ขยายกำลังการผลิต Olefin เพิ่ม 350,000 ตัน/ปี ในไตรมาส 2/64 ทำให้เมื่อรวม MOC + ROC กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้น 11.5% เป็น 3.4 ล้านตัน/ปี และ ในปี 2565 โรงงานปิโตรเคมี LSP ในเวียดนาม ซึ่งเป็นโรงงานระดับ World Class กำลังการผลิต 1.6 ล้านตัน จะแล้วเสร็จ รวมแล้วกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 70%
ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีปลายน้ำยังเน้นนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (HVA) ซึ่งมีสเปรดที่เพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 150 เหรียญ/ตัน ปี 2564 สถานการณ์ปิโตรเคมีของโลกดีขึ้น จากกำลังการผลิต Ethylene ใหม่จะเพิ่มขึ้น 5.8% น้อยกว่าปี 2563 ที่เพิ่มขึ้น 6.5% ในขณะที่เศรษฐกิจโลกปี 2564 จะดีกว่าปี 2563 ทำให้ผู้บริหาร SCC ประเมิน
สเปรด HDPE-Naphtha ปี 2564 จะดีขึ้นเป็นประมาณ 540-550 เหรียญ/ตัน เทียบกับสเปรดเฉลี่ย 2563 ประมาณ 498 เหรียญ/ตัน สำหรับธุรกิจปูนซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (CBM) เน้นเซอร์วิส และ โซลูชั่น ไปรีเทล โดยธุรกิจ CBM สร้างกระแสเงินสูง มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตลดต้นทุน มีการขายสินค้าพร้อมบริการบวกด้วยโซลูซั่น มีสัดส่วน 6% ของยอดขาย ซึ่งบริการบวกด้วยโซลูชั่นในอนาคตจะมีการเติบโตสูง เน้นลูกค้ารีเทลมากขึ้นซึ่งมี 17 รีเทลสโตร์ และ ตลาดบูรณะปรับปรุงและซ่อมแซมก็เป็นตลาดที่มีการเติบโตดี รวมถึงมีเครือข่ายเอเย่นต์ที่แข็งแกร่ง จะหนุนการเติบโต ในธุรกิจ CBM อย่างต่อเนื่องในอนาคต
ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ตั้งเป้าจะโตเป็น 2 เท่าใน 5 ปี ข้างหน้า
บริษัทเป็นผู้นำบริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร ขนาดใหญ่สุดในอาเซียน ที่มีรูปแบบธุรกิจแบบบูรณาการในแนวตั้ง และมีแหล่งจัดหาวัตถุดิบเองได้โดยตรง เป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างคุณภาพของผลิตภัณฑ์ขั้นปลาย รวมถึงรักษาความสามารถใน การแข่งขันด้านต้นทุน มีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและหลากหลาย 120,000 รูปแบบ (SKU) ที่จะนำเสนอโซลูชันให้ลูกค้า
โดยยอดขาย 69% อยู่ในตลาดบริโภค และเป็นตัวแทนภาคการบริโภคของอาเซียนที่มีศักยภาพเติบโตสูง มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพิ่มผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นตัวแทนภาคการบริโภคของอาเซียนซึ่งมี ศักยภาพเติบโตสูง จะหนุนการเติบโตเด่น
ซึ่ง SCC จะนำรูปแบบบรรจุภัณฑ์แบบครบ วงจรที่มีบูรณาการในแนวตั้ง หรือ T-Model ไปใช้ในประเทศอาเซียนที่เข้าไปลงทุน คือ เวียดนาม อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ และ ล่าสุด เงินจาก IPO ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท บวกด้วยเพดานหุ้นกู้อีก 4 หมื่นล้านบาท จะช่วยปลด ล็อกข้อจำกัดทางด้านเงินทุน ทำให้สามารถลงทุนในการขยายธุรกิจด้วยการขยายกำลังการผลิตของบริษัท (organic) และ/หรือการควบรวมกิจการ รวมถึงทรัพย์สินอื่น (inorganic) ทำให้ระยะ 5 ปี ข้างหน้า จะเติบโตเป็น 2 เท่า ดังนั้นคงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 430 บาท (จาก 400 บาท)

