STA-STGT ประกาศแผนปี 64 ควงแขนดันรายได้สู่ 1 แสนล้านบาท
นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการปี 64 จะเป็นปีทองของ STA เบื้องต้นประเมินรายได้รวมจะอยู่ที่ระดับ 1 แสนล้านบาท บนสมมุติฐานราคายางเคลื่อนไหวระดับ 60-80 บาทต่อกิโลกรัม โดยคาดจะมีปริมาณการขายยางธรรมชาติที่ 1.2 ล้านตัน โต 8% จากปี 63
ทั้งนี้การเติบโตได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานล้อยางในประเทศจีนที่กลับมาเดินเครื่องการผลิตเต็ม 100% ซึ่งเชื่อว่าผู้ประกอบการจะเร่งการผลิตเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปจากช่วง COVID-19 และจะผลักดันให้แนวโน้มราคายางปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดปี 64 ราคายางจะเฉลี่ยที่ 155 เซนต์ต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจะปี 63 ที่คาดเฉี่ยระดับ 135 เซนต์ต่อกิโลกรัม
รวมทั้งธุรกิจถุงมือยางภายใต้บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ความต้องการยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีวัคซีนป้องกัน COVID-19 แต่ยังเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้ถุงมือยางเพิ่มขึ้น เพราะหากมีวัคซีนเชื่อว่าประชาชนจะเข้าไปใช้บริการฉีดวัคซีนจำนวนมาก ซึ่งการฉีดวัคซีน หรือเจาะเลือดต้องใช้ถุงมือ ดังนั้นโรงพยาบาลจะสต็อกถุงมือยางอีกด้วย
"เราจะยังคงเดินหน้าพัฒนาตัวเอง เพิ่มศักยภาพ เพื่อยังคงเป็นเบอร์ 1 ของโลก โดยธุรกิจยางธรรมชาติของบริษัทในปี 64 จะเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมทั้งพัฒนาสินค้าด้วย R&D ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจยางธรรมชาติ 80% ส่วนอีก 20% มาจากธุรกิจถุงมือยาง ที่มีมาร์จิ้นดีกว่ายางธรรมชาติ ส่วนปัญหาน้ำท่วมภาคใต้โรงงานเราไม่ได้รับผลกระทบ เพราะพื้นฐานโรงงานอยู่สูง ทำให้สามารถเดินเครื่องผลิตได้ต่อเนื่อง"นายวีรสิทธิ์ กล่าว
STGT มองกำไรนิวไฮทุกไตรมาส
นางสาวจริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ STGT เปิดเผยว่า แนวโน้มภาพรวมปี 64 คาดจะมีรายได้รวม และกำไรสุทธินิวไฮ เมื่อเทียบกับปี 2563 และมีปริมาณการขายเติบโต 15% หรือมากกว่าปี 2563 ที่จะทำได้เกิน 28,000 ล้านชิ้น
ทั้งนี้เนื่องจากความต้องการถุงมือยางยังเพิ่มขึ้น แม้มีวัคซีนป้องกัน COVID-19 แต่เชื่อว่าความต้องการยังสูง ส่วนเรื่องราคาขายมองว่าจะอยู่ในระดับเดียวกันกับปี 63 ซึ่งหากปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 15% และราคายังอยู่ในระดับที่ดี รายได้รวมของปี 64 คาดจะเติบโตมากกว่า 15% จากปี 63
โดยในปี 2564 บริษัทวางเป้าหมายเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้มีการพัฒนาวัคซีนสำเร็จ เชื่อว่าภาพรวมความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกยังมีอัตราเติบโตอย่างน้อย 12% ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการดำเนินงานของบริษัทประกอบกับ STGT อยู่ระหว่างการลงทุนขยายกำลังการผลิต โดยในปีหน้าจะมีโรงงานก่อสร้างแล้วเสร็จอีก 4 แห่ง จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 35,900 ล้านชิ้นต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่กว่า 32,600 ล้านชิ้นต่อปี
ด้วยการกำหนดงบลงทุนปี 64 จำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายโรงงานใหม่จำนวน 4 แห่งดังกล่าว ได้แก่ โรงงานสุราษฎร์ธานี 2 กำลังจะผลิต 2200 ล้านชิ้นต่อปี โรงงานสุราษฎร์ธานี 3 รายการผลิต 4,000 ล้านชิ้นต่อปี โรงงานสะเดา ขนาดกำลังการผลิต 2,900 ล้านชิ้นต่อปี และโรงงานสะเดา 2 ขนาดกำลังการผลิต 7,300 ล้านชิ้นต่อปี
“ในปีหน้าบริษัทจะเริ่มเดินเครื่องจักรโรงงานใหม่เพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ใช้งบลงทุนรวมกว่า 9,900 ล้านบาท โดยในปี 2567 วางเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งเป็นกว่า 82,550 ล้านชิ้น และในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100,000 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งจะทำให้บริษัทมีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 5-6 ปีข้างหน้า” นางสาวจริญญา กล่าว
ขณะเดียวกัน STGT หาโอกาสขยายตลาดและเพิ่มยอดขายสินค้า ล่าสุดได้ทุ่มงบเร่งวิจัยและพัฒนา (R&D) ‘ถุงมือยางธรรมชาติที่ไม่ก่อให้เกิดการแพ้โปรตีน’ ซึ่งผลิตจากสูตรน้ำยางธรรมชาติและกระบวนการผลิตที่ผ่านการคิดค้นและทดลองจนสามารถป้องกันไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ทางผิวหนังได้ ซึ่งจะเป็นสินค้านวัตกรรมใหม่ที่สามารถสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเพื่อเจาะตลาดเซกเมนต์ใหม่ โดยมีเป้าหมายผลิตเพื่อจำหน่ายได้ในช่วงกลางปี 64
อย่างไรก็ตามแม้ในปัจจุบันมีความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกัน COVID-19 บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตตามแผนงานที่วางไว้ โดยไม่มีการชะลอหรือปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนแต่อย่างใด และถึงปัจจุบันยังไม่มีลูกค้ารายใดยกเลิกหรือชะลอการรับสินค้า รวมถึงได้รับคำสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระยะเวลาการส่งมอบสินค้ายังคงอยู่ที่ 16 – 30 เดือน
นอกจากนี้ภาพรวมคำสั่งซื้อสินค้าที่แข็งแกร่งและราคาขายที่ปรับขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 4/63จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดตามแผนที่วางไว้ และมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า โดยไตรมาส 4/63 คาดจะมีรายได้ และกำไรทำนิวไฮ จากไตรมาส 3/63 และถือเป็นการทำนิวไฮ 4 ไตรมาสติดต่อกันนับจากไตรมาส 1/63 เนื่องจากปริมาณการขายยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 7,200 ล้านชิ้นต่อไตรมาส ใกล้เคียงไตรมาส 3/2563 และยังสามารถเพิ่มราคาขายขึ้นมากว่า 50% หรือขึ้นมาเกือบ 3 เท่าตัวซึ่งมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าและล็อคราคาขายไว้หมดแล้ว
ทั้งนี้ ณ เดือน พ.ย.2563 บริษัทมีคำสั่งซื้อรองรับยาวถึงปี 2566 แบ่งเป็น ถุงมือยางธรรมชาติ (NR) ราว 16 เดือน และถุงมือยางสังเคราะห์ (NBR) ราว 31 เดือน
ส่วนประเด็นน้ำท่วมภาคใต้ไม่ได้กระทบต่อโรงงานผลิตของ STGT และยังสามารถเดินเครื่องจัดผลิตได้ 100% ด้านกรณีผู้เล่นหน้าใหม่นั้นมองว่าเป็นเรื่องยาก และไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตมาในระดับหมื่นล้านชิ้นทีเดียวได้อย่างบริษัทดำเนินธุรกิจมามากกว่า 33 ปียังทยอยเพิ่มกำลังการผลิตได้เพียง 33,000 ล้านชิ้นต่อปี และความละเอียด ความซับซ้อนของถุงมือยางที่ถูกกำหนดมาตรฐานในแต่ละประเทศอีกด้วย จึงยังต้องอาศัยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญและการตลาด รวมทั้ง Economy of Scale
ขณะที่ความคืบหน้าของการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ (Secondary Listing by way of Introduction) บนกระดานหลัก (Main Board) ของตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมยื่นไฟลิ่งในเดือนธันวาคม 63 คาดจะจดทะเบียนแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/64 ทั้งนี้มองว่าจะส่งผลให้เกิดการขยายฐานของผู้ถือหุ้นของบริษัทให้มีความหลากหลาย และทำให้บริษัทมีช่องทางในการระดมทุนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และ เป็นที่รู้จักมากขึ้นในภูมิภาค
