สรุป 7 ข้อน่าสนใจของ TFM ที่กำลังจะเข้าตลาดหุ้นในปีนี้
แม้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของ Covid-19 แต่หุ้นไอพีโอยังต่อแถวเข้าเทรดอย่างคึกคัก ซึ่งวันนี้ Wealthy Thai ก็มีหุ้นไอพีโอบริษัทในกลุ่มผู้ผลิตอาหารทะเลรายใหญ่อย่าง TFM หรือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) มานำเสนอ
1.ปัจจุบัน TFM มีการผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ทั้งหมด 3 กลุ่ม ประกอบด้วย อาหารกุ้ง สัดส่วนรายได้ ณ ไตรมาส 1/64 ที่ 43.3%, อาหารปลา (รวมอาหารกบและอาหารปู) สัดส่วนรายได้ 41.4% และอาหารสัตว์บก สัดส่วนรายได้ 10.5%
2.บริษัทมีกำลังการผลิตอาหารสัตว์รวมทั้งหมด 288,000 ตันต่อปี แบ่งเป็นกำลังการผลิตอาหารกุ้ง 168,000 ตันต่อปี กำลังการผลิตอาหารปลา 90,000 ตันต่อปี และกำลังการผลิตอาหารสัตว์บก 30,000 ตันต่อปี
3.ใน 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทมองการเติบโตมาจาก 2 ส่วน คือ การเติบโตจากธุรกิจเดิมทั้งอาหารสัตว์น้ำและอาหารสัตว์บก ขณะเดียวกันก็มองหาโอกาสเติบโตจากการควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งยังเน้นธุรกิจอาหารสัตว์น้ำเป็นหลัก
4.คาดว่าปี 2564 ผลประกอบการของบริษัทอาจทำจุดต่ำสุดจากการระบาดของ Covid-19 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบและการขนส่งที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าความสามารถในการทำกำไรยังดีอยู่แม้จะปรับตัวลดลงเล็กน้อย
5.แม้ปีนี้บริษัทจะได้รับผลกระทบจาก Covid-19 แต่มองว่าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ช่วงนี้เป็นจังหวะที่ดี เพราะปี 2565 เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวและบริษัทมีความพร้อมก็สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างเต็มที่ตามแผนธุรกิจที่วางไว้
6.บริษัทมีแผนจะเสนอขายหุ้นไอพีโอไม่เกิน 109,300,000 หุ้น คิดเป็น 21.86% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังไอพีโอ แบ่งเป็น1. หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน90,000,000 หุ้น และ 2.หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวนไม่เกิน 19,300,000 หุ้น ปัจจุบันไฟลิ่งของ TFM อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงาน ก.ล.ต. คาดว่าจะสามารถเข้าซื้อขายใน SET ประมาณเดือนต.ค. - พ.ย. 2564
7.ส่วนวัตถุประสงค์ในการระดมทุน บริษัทจะนำเงินที่ได้ไปขยายกิจการอาหารสัตว์น้ำในต่างประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย คาดใช้เงินลงทุนทั้งโครงการ 560 ล้านบาท บริษัทถือ 60% และปากีสถาน ใช้เงินลงทุน 30 ล้านบาท บริษัทถือหุ้น 51% ชำระเงินกู้จากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ
นายบรรลือศักร โสรัจจกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่สำคัญ 3 แนวทาง เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต ประกอบด้วย 1) รักษาและพัฒนาความเป็นผู้นำการผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำในประเทศ ผ่านความร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนการเติบโตของลูกค้าฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายเดิมและลูกรายใหม่ โดยเข้าไปศึกษาข้อมูลช่วยแก้ไขปัญหา หรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างเหมาะสม 2) การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ผ่านการลงทุนและจัดหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นผู้นำธุรกิจอาหารสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน และ 3) ขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโต เริ่มจากประเทศอินเดีย ไปยังปากีสถาน และอินโดนีเซีย เพื่อเป็นตัวแทนของประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารสัตว์เศรษฐกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคเอเชีย
“เรามีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ รวมถึงมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงมีศักยภาพเติบโตจากตลาดในประเทศ ผ่านการขยายธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ อาหารสัตว์ประเภทอื่นๆ และตลาดต่างประเทศผ่านแนวทางต่างๆ เช่น การเข้าทำสัญญาความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น, การเข้าจัดตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศกับพันธมิตรท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งเน้นขยายโอกาสไปสู่ประเทศที่มีการเติบโตสูง ทั้งอินเดียและอินโดนีเซีย เพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายบรรลือศักร กล่าว
