PETPAL ลุยเข้าตลาด เตรียมขาย IPO 52.77 ล้านหุ้น ระดมทุนต่อยอดธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง โชว์ 3 ปี กำไรโตแรงเฉลี่ย 26% ต่อปี
แม้จะใกล้ช่วงสิ้นปีแต่ยังมีหุ้นน้องใหม่ เดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด บมจ.เพ็ทพัล โปรดักส์ หรือ PETPAL เตรียมเสนอขาย IPO จำนวนไม่เกิน 52,769,000 หุ้น หลัง ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่ง
นางสาวนลิน วิริยะเสถียร กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า หลังจาก บมจ.เพ็ทพัล โปรดักส์ ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) สำนักงาน ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งแล้ว
ปัจจุบัน บมจ.เพ็ทพัล โปรดักส์ มีทุนจดทะเบียน 75,384,500 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 150,769,000 หุ้น โดยทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วมีจำนวน 49,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 98,000,000 หุ้นและจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 52,769,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 35% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้
สำหรับวัตถุประสงค์การระดมทุน บริษัทจะนำไปลงทุนขยายกำลังการผลิต ลงทุนขยายสายการผลิตสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น ฟรีซดราย (Freeze-dried) เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดแห้งสูตรฟรีซดราย (Value-added kibbles) ชำระเงินกู้สถาบันการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ
ด้านนายวสกร โมรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท เพ็ทพัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PETPAL กล่าวว่า บริษัทฯ มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดแห้งแบบเม็ดกว่า 10 ปี โดยเป็นผู้รับจ้างผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดแห้งแบบเม็ดสำหรับแมวและสุนัข (Dry Pet Food) ภายใต้แบรนด์ของลูกค้า (Original Design Manufacturer: ODM) พร้อมบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา คิดค้นและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ การผลิต จัดเตรียมเอกสาร และจัดส่งสินค้า แก่ลูกค้าที่เป็นเจ้าของแบรนด์ระดับสากลและผู้ที่ต้องการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงของตนเองรวมถึงมุ่งเน้นบริการที่ยืดหยุ่น
โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาหารสัตว์เลี้ยงทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน เพื่อคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าด้วยสูตรเฉพาะของบริษัทฯ โดยมีโรงงานอยู่ที่จังหวัดสระบุรี กำลังการผลิต 36,000 ตันต่อปี (30 ก.ย. 68) ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและผ่านการรับรองมาตรฐานระดับประเทศและสากล อาทิ มาตรฐานการผลิตที่ดี (GMP), มาตรฐานระบบการจัดการและควบคุมความปลอดภัยของอาหาร (GHP/HACCP – Food Safe) มาตรฐาน HALAL ตามหลักศาสนาอิสลาม ฯลฯ
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังผลิตและจำหน่ายอาหารแมวและสุนัขชนิดเม็ดแบบแห้งภายใต้แบรนด์ของตนเอง (House Brand) โดยมีผลิตภัณฑ์รองรับตลาดทุกระดับ ได้แก่
(1) กลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมี่ยม (Premium Grade) ได้แก่ อาหารแมวและสุนัขแบรนด์ Boom Gold และอาหารแมวแบรนด์ Animeals
(2) กลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับมาตรฐาน (Standard Grade) ได้แก่ อาหารแมวและสุนัขแบรนด์ Boom อาหารสุนัขแบรนด์ MYPETS
และ (3) กลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับประหยัด (Economy Grade) ได้แก่ อาหารแมวและสุนัขแบรนด์ Smillie อาหารแมวแบรนด์ Cat Likes และอาหารสุนัขแบรนด์ Dog Likes
ทั้งนี้บริษัทฯ มีฐานลูกค้ากว่า 20 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย อาทิ บรูไน, อินเดีย, เกาหลีใต้, เมียนมา, อินโดนีเซีย ฯลฯ โดยมีฟิลิปปินส์และมาเลเซียเป็นตลาดส่งออกหลัก
“บริษัทฯ มั่นใจว่าธุรกิจยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกในช่วงปี 2567–2572 มีแนวโน้มขยายตัว โดย Fortune Business Insights คาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มจาก 126,660 ล้านดอลลาร์ เป็น 193,650 ล้านดอลลาร์ เติบโตเฉลี่ย 5.52% ต่อปี (CAGR) จากกระแส Pet Humanization ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัว รวมถึงกลุ่มมิลเลนเนียลที่นิยมเลี้ยงสัตว์ก่อนมีลูก จึงให้ให้ความสำคัญด้านสุขภาพและยอมใช้จ่ายมากขึ้น” นายวสกรกล่าว
นายวัฒนา โมรากุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี การเงิน PETPAL กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งขยายตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดแห้งแบบเม็ดสำหรับแมวและสุนัขแก่ลูกค้าต่างประเทศและในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2567 ได้ขยายกำลังการผลิตจาก 26,400 ตันต่อปี เป็น 36,000 ตันต่อปี เพื่อตอบสนองดีมานด์และภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงที่เติบโตแข็งแกร่ง ส่งผลให้ปี 2565-2567 รายได้จากการขายของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นจาก 601.46 ล้านบาท เป็น 682.72 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 6.54% ต่อปี และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 40.47 ล้านบาท เป็น 65.05 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยต่อปี 26.89%
ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปี 2568 มีรายได้จากการขาย 572.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.87% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 81.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71.40% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และรายได้จากการขายสินค้าHouse Brand ที่เพิ่มขึ้นเป็น 133.18 ล้านบาท เติบโต 64.28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นางสาวนลิน วิริยะเสถียร กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า หลังจาก บมจ.เพ็ทพัล โปรดักส์ ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) สำนักงาน ก.ล.ต.ได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งแล้ว
ปัจจุบัน บมจ.เพ็ทพัล โปรดักส์ มีทุนจดทะเบียน 75,384,500 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 150,769,000 หุ้น โดยทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วมีจำนวน 49,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 98,000,000 หุ้นและจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 52,769,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 35% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้
สำหรับวัตถุประสงค์การระดมทุน บริษัทจะนำไปลงทุนขยายกำลังการผลิต ลงทุนขยายสายการผลิตสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น ฟรีซดราย (Freeze-dried) เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดแห้งสูตรฟรีซดราย (Value-added kibbles) ชำระเงินกู้สถาบันการเงิน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ
ด้านนายวสกร โมรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท เพ็ทพัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PETPAL กล่าวว่า บริษัทฯ มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดแห้งแบบเม็ดกว่า 10 ปี โดยเป็นผู้รับจ้างผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดแห้งแบบเม็ดสำหรับแมวและสุนัข (Dry Pet Food) ภายใต้แบรนด์ของลูกค้า (Original Design Manufacturer: ODM) พร้อมบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา คิดค้นและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ การผลิต จัดเตรียมเอกสาร และจัดส่งสินค้า แก่ลูกค้าที่เป็นเจ้าของแบรนด์ระดับสากลและผู้ที่ต้องการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงของตนเองรวมถึงมุ่งเน้นบริการที่ยืดหยุ่น
โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาหารสัตว์เลี้ยงทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน เพื่อคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าด้วยสูตรเฉพาะของบริษัทฯ โดยมีโรงงานอยู่ที่จังหวัดสระบุรี กำลังการผลิต 36,000 ตันต่อปี (30 ก.ย. 68) ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและผ่านการรับรองมาตรฐานระดับประเทศและสากล อาทิ มาตรฐานการผลิตที่ดี (GMP), มาตรฐานระบบการจัดการและควบคุมความปลอดภัยของอาหาร (GHP/HACCP – Food Safe) มาตรฐาน HALAL ตามหลักศาสนาอิสลาม ฯลฯ
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังผลิตและจำหน่ายอาหารแมวและสุนัขชนิดเม็ดแบบแห้งภายใต้แบรนด์ของตนเอง (House Brand) โดยมีผลิตภัณฑ์รองรับตลาดทุกระดับ ได้แก่
(1) กลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมี่ยม (Premium Grade) ได้แก่ อาหารแมวและสุนัขแบรนด์ Boom Gold และอาหารแมวแบรนด์ Animeals
(2) กลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับมาตรฐาน (Standard Grade) ได้แก่ อาหารแมวและสุนัขแบรนด์ Boom อาหารสุนัขแบรนด์ MYPETS
และ (3) กลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับประหยัด (Economy Grade) ได้แก่ อาหารแมวและสุนัขแบรนด์ Smillie อาหารแมวแบรนด์ Cat Likes และอาหารสุนัขแบรนด์ Dog Likes
ทั้งนี้บริษัทฯ มีฐานลูกค้ากว่า 20 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย อาทิ บรูไน, อินเดีย, เกาหลีใต้, เมียนมา, อินโดนีเซีย ฯลฯ โดยมีฟิลิปปินส์และมาเลเซียเป็นตลาดส่งออกหลัก
“บริษัทฯ มั่นใจว่าธุรกิจยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกในช่วงปี 2567–2572 มีแนวโน้มขยายตัว โดย Fortune Business Insights คาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มจาก 126,660 ล้านดอลลาร์ เป็น 193,650 ล้านดอลลาร์ เติบโตเฉลี่ย 5.52% ต่อปี (CAGR) จากกระแส Pet Humanization ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัว รวมถึงกลุ่มมิลเลนเนียลที่นิยมเลี้ยงสัตว์ก่อนมีลูก จึงให้ให้ความสำคัญด้านสุขภาพและยอมใช้จ่ายมากขึ้น” นายวสกรกล่าว
นายวัฒนา โมรากุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี การเงิน PETPAL กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งขยายตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดแห้งแบบเม็ดสำหรับแมวและสุนัขแก่ลูกค้าต่างประเทศและในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2567 ได้ขยายกำลังการผลิตจาก 26,400 ตันต่อปี เป็น 36,000 ตันต่อปี เพื่อตอบสนองดีมานด์และภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงที่เติบโตแข็งแกร่ง ส่งผลให้ปี 2565-2567 รายได้จากการขายของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นจาก 601.46 ล้านบาท เป็น 682.72 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 6.54% ต่อปี และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 40.47 ล้านบาท เป็น 65.05 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยต่อปี 26.89%
ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปี 2568 มีรายได้จากการขาย 572.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.87% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 81.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71.40% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และรายได้จากการขายสินค้าHouse Brand ที่เพิ่มขึ้นเป็น 133.18 ล้านบาท เติบโต 64.28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
News Update
