SCGP เร่งทรานส์ฟอร์ม สู่บริษัทข้ามชาติเต็มตัว วางงบลงทุน 1 หมื่นลบ. ลุยอินโดฯ-เวียดนาม ปักธงรายได้ปี 2569 โตเด่นแตะ 1.3 แสนลบ.
SCGP เดินเกมรุกปักหมุดธุรกิจข้ามชาติเพื่อข้ามพ้นขีดจำกัดด้านราคา สู่การแข่งขันด้วยขนาดและเครือข่ายระดับภูมิภาค เพื่อผลักดันรายได้รวมสู่ระดับ 1.3 แสนล้านบาทภายในปี 2569 ผ่านการขยายฐานสู่พรมแดนใหม่ทั้งในอาเซียนและยุโรป โดยมีอินโดนีเซียเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการสร้าง Upside จากการเร่งปรับโครงสร้างภายใน ซึ่งสัญญาณบวกจากรายได้ต้นปี 2569 ที่เติบโตโดดเด่น สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการบรรลุเป้าหมายการเติบโตอย่างราบรื่นและยั่งยืน
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 โดยมุ่งเน้นการเติบโตในระดับภูมิภาค เพื่อก้าวสู่การเป็นบริษัทข้ามชาติอย่างเต็มตัว โดยบริษัทได้ตั้งเป้าหมายระยะยาวในช่วงปี 2572-2573 ว่าจะปรับสัดส่วนรายได้ให้มาจากต่างประเทศถึง 2 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด ในขณะที่รายได้จากประเทศไทยซึ่งเป็นฐานหลักจะอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3
โดยกลยุทธ์หลักคือการนำองค์ความรู้จากไทยไปต่อยอดและสร้างความได้เปรียบในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย รวมถึงการส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรป ซึ่งผลการดำเนินงานในช่วงต้นปี 2569 พบว่าเพียงช่วง 27 วันแรกของเดือนมกราคม ตัวเลขรายได้ส่งสัญญาณบวกและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีกว่าไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 อย่างชัดเจน
“บริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการสร้างกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการทุ่มงบประมาณเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในหลายด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างบุคลากร เครื่องจักร และการบริหารจัดการพลังงานแม้ว่าปัจจุบันผลประกอบการในอินโดนีเซียจะยังคงติดลบอยู่ แต่บริษัทคาดหวังว่าในปีนี้จะเห็นการฟื้นตัวอย่างน้อยในระดับเท่าทุน และหากสามารถทำกำไรได้จะส่งผลให้ส่วนต่างกำไร (Margin) กว้างขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก ซึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงโครงสร้างภายในที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตลาดอินโดนีเซียจะเป็นหนึ่งในแรงผลักดันเป้ารายได้ปี 2569 ให้สูงกว่าจะระดับ 130,000 ล้านบาท ได้ตามที่วางไว้” นายวิชาญ กล่าว
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 1 ปี 2569 คาดการณ์ความต้องการยังเติบโตต่อเนื่อง จากการบริโภคภายในประเทศของตลาดอาเซียน ภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มเติบโต และความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนราคาบรรจุภัณฑ์และต้นทุนค่าขนส่งคาดว่าจะทรงตัว โดย SCGP มุ่งเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยเป็นร้อยละ 90 จากร้อยละ 87-91 ในปี 2568 ทั้งนี้ ปริมาณการขายในเวียดนามและอินโดนีเซียอาจใกล้เคียงไตรมาสก่อน เนื่องจากเวียดนามมีวันหยุดช่วงเทศกาลเต๊ดและฮารีรายอของอินโดนีเซีย ส่วนไทยมีการสนับสนุนจากเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
นอกจากนี้ SCGP วางงบลงทุนปี 2569 รวม 10,000 ล้านบาท สำหรับ M&P การขยายธุรกิจและปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร และมีเป้าหมาย EBITDA 18,300 ล้านบาท โดยมองโอกาสขยายการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย และการขยายตลาดในอินเดีย ที่ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตและโดดเด่น เน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต
รวมถึงวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อการควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยจัดการวัตถุดิบและลดต้นทุน และส่งมอบสินค้าที่ได้คุณภาพให้ลูกค้า โดยจะมีการขยายการใช้งานในโรงงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าบริหารต้นทุนต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงาน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลของการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่มกราคม ปี 2569
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 30,170 ล้านบาท ลดลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 4,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสำหรับงวด 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีกำไรส่วนเพิ่มจากการซื้อกิจการ MYPAK สะท้อนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
ส่วนผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้จากการขาย 124,374 ล้านบาท EBITDA 17,210 ล้านบาท และกำไรสำหรับปี 4,069 ล้านบาท จากการบริโภคภายในประเทศและส่งออกที่ยังเติบโตต่อเนื่อง และการเพิ่มประสิทธิภาพบริหารต้นทุน พร้อมจ่ายเงินปันผล 0.60 บาทต่อหุ้น ปี 2569
อีกทั้ง คณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท โดยบริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลงวดระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569 ตามรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569
