Official Update :

วิเคราะห์ 4 สิ่งที่อาจเกิดขึ้น หาก “สงครามอิหร่าน” ขยายวง แนะเพิ่มหุ้นพลังงาน–สินทรัพย์ปลอดภัย ลดเสี่ยงพอร์ต รับมือความผันผวน

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ได้คร่าชีวิตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงหลายราย ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาคด้วยขีปนาวุธและโดรน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เพิ่มความกังวลในตลาดการเงินโลกทันที


แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่มองว่าจะนำไปสู่วิกฤตการเงินในวงกว้าง แต่บริษัทหลักทรัพย์และนักกลยุทธ์เตือนว่า หากความขัดแย้งลุกลาม อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน, เงินเฟ้อ และทิศทางการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งในบทความนี้ Wealthy Thai ได้ลิสต์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากสถานการณ์แย่ลง เพื่อให้นักลงทุนได้เตรียมรับมือ


ตลาดพลังงานเป็นจุดศูนย์กลางของความเสี่ยง และมีโอกาสปรับขึ้น

ตลาดพลังงานยังคงเป็นช่องทางที่ส่งผลกระทบต่อระบบการเงินโลกได้รวดเร็วที่สุด


นักวิเคราะห์จาก Barclays ระบุผ่านรายงานของ Reuters ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) อาจปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความตึงเครียดขยายวงกว้าง โดยชี้ว่าการหยุดชะงัก แม้จะเป็นเพียงบางส่วนก็อาจทำให้สมดุลน้ำมันโลกตึงตัวขึ้น


ประเด็นที่ตลาดควรจับตาคือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีสัดส่วนราวหนึ่งในห้าของอุปทานโลก โดยตลาดได้เริ่มบวกราคาความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งนี้เข้าไปในราคาพลังงานบางส่วนแล้ว ตามการวิเคราะห์ของ Reuters


โดยในอดีต ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมักกดดันตลาดหุ้น เนื่องจากต้นทุนภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น และอาจทำให้ธนาคารกลางชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย


ตลาดหุ้นโลกมีความผันผวนระยะสั้น แต่ไม่ถึงกับล่มสลาย

นักกลยุทธ์จาก Investing.com มองว่า เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์มักสร้างผลกระทบในระยะสั้น มากกว่าการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มตลาดระยะยาว ฝนกรณีที่สถานการณ์ไม่ได้ลุกลามจนกระทบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง


Keith Lerner ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนร่วมของ Truist Advisory Services ให้ความเห็นในลักษณะดังกล่าว โดยชี้ว่าปฏิกิริยาตลาดมักเป็นความผันผวนระยะสั้นมากกว่าการเปลี่ยนทิศทางเชิงโครงสร้าง


ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นจะเริ่มเห็นการหมุนกลุ่มอุตสาหกรรม โดยรายงานจาก Barron’s ชี้ว่า หุ้นกลุ่มกลาโหมและอากาศยานของสหรัฐฯ ได้ปรับตัวขึ้น หลังนักลงทุนคาดการณ์ว่าความตึงเครียดอาจนำไปสู่การเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร


ในทางกลับกัน กลุ่มธุรกิจที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงาน เช่น สายการบินและการขนส่ง มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดัน หากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง ตามรายงานของ Reuters


สินทรัพย์ปลอดภัยกลับมาโดดเด่น

ตลาดสะท้อนพฤติกรรม “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” อย่างชัดเจน หลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น โดย Reuters ระบุว่า ราคาทองคำฟิวเจอร์สปรับขึ้นประมาณ 1% สู่ระดับใกล้ 5,260–5,270 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังข่าวการโจมตี ขณะที่ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งมากกว่า 7% จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง


ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนหันเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับลดลงราว 5–8 basis points ลงมาใกล้ระดับประมาณ 3.95–4.00% สะท้อนการโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (flight to quality) ในขณะที่สกุลเงินปลอดภัย อย่างเงินเยนญี่ปุ่นและเงินฟรังก์สวิส ก็แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นเช่นกัน


เงินเฟ้ออาจกลับมา ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกชะลอการลดดอกเบี้ย

ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก โดยรายงานของ MarketWatch และ Wall Street Journal ระบุว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางอาจต้องชะลอหรือระมัดระวังมากขึ้นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย


ภาวะดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันต่อหุ้นเติบโต (Growth Stocks) และสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เนื่องจากต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้


สิ่งที่นักลงทุนควรทำเพื่อเตรียมตัวรับความเสี่ยง

จากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์และนักกลยุทธ์หลายแห่ง มีแนวทางที่สอดคล้องกันดังนี้:

  1. กระจายความเสี่ยงและการรักษาสภาพคล่อง: นักกลยุทธ์จาก Investing.com แนะนำให้รักษาพอร์ตการลงทุนที่กระจายตัวดี และมีเงินสดเพียงพอรองรับความผันผวน

  2. มีสัดส่วนในหุ้นพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์: หุ้นกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ถูกมองว่าเป็นทางเลือกในการช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน หากเกิดปัญหาการผลิตหรือการขนส่งพลังงานที่ส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น

  3. เน้นหุ้นเชิงป้องกันความเสี่ยง: โดยเฉพาะ หุ้นกลุ่มกลาโหม และธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ ที่มักได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอน

  4. กระจายการลงทุนไปสินทรัพย์ปลอดภัย: ทองคำและพันธบัตรรัฐบาลคุณภาพสูงยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในช่วงสถานการณ์ตึงเครียด


สรุป

ในระยะสั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงความผันผวนที่สูงขึ้น มากกว่าจะเป็นวิกฤตการเงินในเชิงระบบ อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ อาจผลักดันเงินเฟ้อให้เร่งตัวและทำให้ธนาคารกลางต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่า ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะจำกัดอยู่เพียงแรงกดดันระยะสั้น หรือพัฒนาไปสู่แรงกระแทกต่อระบบการเงินในวงกว้าง