SCG ชู “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ต้นแบบ Smart Industry ไทย พลิกเงินนำเข้าเป็นเศรษฐกิจในประเทศ สร้างมูลค่า 2–4 ล้านล้าน สู่ Thailand Model
อุตสาหกรรมไทยกำลังยืนอยู่บนโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจยุคใหม่ เมื่อโลกเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน และห่วงโซ่อุปทานที่ผันผวน แนวคิดการสร้างความสามารถในการผลิตภายในประเทศจึงถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง หนึ่งในโมเดลที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ซึ่งกลายเป็นกรณีศึกษาของการทดลองยกระดับอุตสาหกรรมสู่แนวคิด Smart Industry พร้อมชี้ให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม อาจเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
คุณชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เอสซีจีและเครือข่ายภาคเอกชนร่วมกันจัดงาน “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน...SMART INDUSTRY” เพื่อหาแนวทางให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักการเติบโตต่ำ โดยเฉพาะ SMEs ที่เผชิญความยากลำบากในท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ประกอบกับวิกฤตความขัดแย้งโลก การผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นกลไกหนึ่งที่จะพลิกฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมไทย
โดยอุตสาหกรรมไทยจะก้าวกระโดดได้ ภาคเอกชนต้องเป็น "ส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา" (Be a Part of the Solution) ร่วมลงมือทำ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เปลี่ยนสินค้าทุนนำเข้ามูลค่าปีละ 7.6 ล้านล้านบาท ซึ่งไหลออกนอกประเทศ เป็นเศรษฐกิจภายในประเทศ อาทิ เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การแพทย์ ก๊าซธรรมชาติ อาวุธ ยานพาหนะ หากอุตสาหกรรมไทยผลิตสินค้าเหล่านี้ในประเทศเพียง 30-50% ของปริมาณนำเข้า จะสร้างมูลค่าราว 2-4 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น 10-20% ของ GDP
ส่งผลสร้างรายได้เพิ่มให้ SMEs และเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ ทั้งยังเป็นเกราะป้องกันวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ หากพัฒนาให้ไทยผลิตสินค้าทุนในประเทศได้ 30–50% ของที่นำเข้าอยู่ จะสามารถสร้าง resilience ใน 3 มิติ คือ 1. ความมั่นคงด้านพลังงาน 2. ความยืดหยุ่นของ Supply Chain และ 3. ความสามารถในการรับมือวิกฤตระยะยาว
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดดสู่ SMART INDUSTRY คือ 5 SMART+ ร่วมลงมือทำ 1. Smart Industry: เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2 เท่า 2. Smart Market: สร้างตลาดในประเทศ และขยายตลาดต่างประเทศ 3. Smart Funding: สนับสนุนเงินทุน SMEs เพื่อการเปลี่ยนผ่าน 4. Smart & Green Infrastructure: ส่งเสริมลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ 5. Smart Government: ผลักดันราชการเร็ว สะดวก โปร่งใส พลัสด้วย PPPP Model (Public Private People Partnership) ความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ร่วมทำบนจุดแข็งของตัวเอง
พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" ที่เริ่มทำมาเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ซึ่งเน้นอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้ โดยจากการทดลองในสระบุรี พบว่าสามารถเปลี่ยนมูลค่านำเข้าเป็นสินค้าทุนที่สร้างเองได้ถึง 12,000 ล้านบาท หรือประมาณ 50% ของมูลค่าเดิม
ดังนั้น จึงเสนอให้ยกระดับจากระดับจังหวัดสู่ระดับประเทศในรูปแบบ "Thailand Model" ภายใต้ความร่วมมือแบบ Public Private People Partnership เพื่อเปลี่ยนเม็ดเงินที่ต้องจ่ายออกนอกประเทศปีละหลายล้านล้านบาท มาเป็นตลาดให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยแทน
“สำหรับบทบาทของ SCG ในการขับเคลื่อนอุตสาหรกรรมไทยให้ก้าวกระโดดนั้น คือการปรับปรุง พัฒนา เป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว โดยสิ่งที่เห็นก็คือเรื่องความสามารถในด้านต้นทุนของบริษัทฯ จะดีขึ้นเรื่อย ๆ และที่สำคัญคือเมื่อ 2 ปีที่แล้วเราแบ่งปันให้บริษัทขนาดกลาง ขนาดเล็ก เข้ามาศึกษาดูงาน อย่างสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่เข้าไปเพื่อทำให้เกิดการทำงานร่วมกันบนข้อจำกัดของกฎหมาย โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือในลักษณะร่วมกันทำ และลงมือทำทันทีโดยไม่ต้องรอความพร้อมของทุกคน” คุณชนะ กล่าวทิ้งท้าย
