CRC ชูยุทธศาสตร์ “5+1” ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 4-5% ทุ่ม 1.8 หมื่นลบ. ขยายสาขาไทย-เวียดนาม ย้ำสต็อกเพียงพอ ไร้ปัญหาขาดแคลนสินค้า

CRC กางอาณาจักรรับปี 2569 ประกาศยุทธศาสตร์ "5+1" รุกหนักทั้งไทยและเวียดนามด้วยงบลงทุนกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 4-5% พร้อมโชว์ความสำเร็จของ "ไทวัสดุ" ที่ผงาดขึ้นแท่นเบอร์ 1 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 25% และความร้อนแรงของ "ออโตวัน" ที่เตรียมขยายสาขาแตะ 106 แห่งทั่วประเทศเพื่อโกยยอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาท


นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 253,165 ล้านบาท มีกำไร EBITDA 29,836 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 7,432 ล้านบาท


สำหรับการก้าวต่อไปในปี 2569 บริษัทได้ประกาศทุ่มงบลงทุน 16,000-18,000 ล้านบาท สำหรับการรีโนเวทและการขยายสาขาทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยวางแผนขยายสาขาใหม่ของท็อปส์ 8-10 สาขา, GO Wholesale 2 สาขา และไทวัสดุ 3-5 สาขา


ส่วนในประเทศเวียดนาม มีแผนขยายสาขาศูนย์การค้า GO! 2 สาขา, ไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! 1 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ต Mini go! 6 สาขา พร้อมทั้งมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนอื่นๆ เพิ่มเติม โดยตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปี 2569 อยู่ที่ 4-5% และ EBITDA ที่ 5-7% จากปีก่อนหน้า


ทั้งนี้ CRC ให้ความสำคัญกับการบริหารการเงินอย่างมีวินัยเพื่อสร้างยอดขายและกำไรที่มีคุณภาพ รักษาความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อรองรับโอกาสในการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในอนาคต พร้อมทั้งสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้ บริษัทจะขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ "5+1" ได้แก่ 1. การมุ่งเน้นลูกค้า (Customer Focus): มุ่งเน้นความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก, 2. การเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจหลัก (Foundation of Core Business) : เลือกทำในสิ่งที่บริษัททำได้ดีอยู่แล้วให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น, 3. การสร้างธุรกิจและรูปแบบใหม่ (New Business/Formats): พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งในกลุ่มค้าปลีกและศูนย์การค้า


4. การสร้างพลังร่วมระหว่างกลุ่มธุรกิจ (Synergy): นำทุกหน่วยธุรกิจในเครือ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, เพาเวอร์บาย, ไทวัสดุ มาทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และ 5. การบริหารจัดการการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ (Financial Management): เน้นความระมัดระวังรอบคอบในการใช้เงิน แต่พร้อมคว้าโอกาสการลงทุนที่ดีเสมอ


ส่วนที่สำคัญอีกหนึ่งอย่าง (+1) คือ ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) เพื่อตอบแทนและดูแลชุมชนในทุกพื้นที่ที่บริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจ


ในส่วนของกลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์นั้น ไทวัสดุ ยังคงเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่มียอดขายเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเพิ่มขึ้นจาก 19,000 ล้านบาท เป็น 43,000 ล้านบาท ภายใน 10 ปี และสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 25% ในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีสาขารวม 89 แห่ง ครอบคลุม 52 จังหวัด


ขณะที่ธุรกิจออโตวัน มีแผนรุกขยายสาขาเพิ่มอีก 53 สาขาภายในปีเดียว เพื่อให้มีสาขารวมทั้งสิ้น 106 แห่ง และมั่นใจว่ายอดขายจะทะลุ 1,000 ล้านบาทในปี 2569 อย่างแน่นอน


สำหรับประเด็นวิกฤตพลังงาน นายสุทธิสารระบุว่า ปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน (Energy Crisis) แต่หากสถานการณ์เกิดขึ้นจริง ผมเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรรวมเพียงประมาณ 1% ซึ่งเป็นระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ ผ่านมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในส่วนต่าง ๆ เช่น การปรับลดความเร็วของลิฟต์และบันไดเลื่อน หรือการบริหารจัดการจำนวนการใช้งานในช่วงเวลาที่เหมาะสม


อีกทั้งยังเดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืนด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว 184 แห่ง และเพิ่มจำนวนรถขนส่งไฟฟ้า (EV Truck) เป็น 144 คัน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ
Most Viewed
Stock of the Day
GUNKUL เซ็น PPA ใหม่ คว้าโรงไฟฟ้า 3 โครงการ หนุนพอร์ตพลังงานสีเขียวโตต่อ ดันกำลังผลิตรวมพุ่งแตะ 2,121 MW
เมื่อ 21 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
เปิดโผหุ้นรับอานิสงส์ 4 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนไทย อัดงบ 7 หมื่นล้าน ลุย EV-AI นิคม ยานยนต์ ชิ้นส่วน พลังงานเด่น
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
มองครึ่งปีหลัง “สินทรัพย์เสี่ยง” ยังน่าสนใจ แต่ต้องเลือก... มองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,630 – 1,660 จุด !!!
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ประเทศไทย จาก “Sick Man of Asia” สู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน AI ดาวรุ่ง? Bloomberg ชี้โอกาสรับย้ายฐานผลิต หนุนไทยขึ้นแท่นฐานลงทุนโลก
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ใช้กระป๋องน้ำอลูมิเนียมรีไซเคิลได้ 100%
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us