กรมศุลกากร ทรานส์ฟอร์ม สู่ NEXT DRIVE CUSTOMS สลัดภาพ "บ้านผีสิง" สู่ "Modern House" หนุนมูลค่าการค้าไทยแตะ 27 ล้านล้านบาท
กรมศุลกากรฉลองครบรอบ 152 ปี ประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ภายใต้แนวคิด "NEXT DRIVE CUSTOMS" เปลี่ยนผ่านจากหน่วยงานที่เคยถูกมองว่าน่ากลัวและซับซ้อนเหมือน "บ้านผีสิง" ให้กลายเป็น "Modern House" ที่โปร่งใส เข้าถึงง่าย พร้อมใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้จัดงานเนื่องในวันสถาปนาครบรอบ 152 ปี เพื่อแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาและปรับเปลี่ยนบทบาท พร้อมเดินหน้าสู่ยุคใหม่ "Transition Today, Transform for tomorrow" โดยในอดีตกรมศุลกากรถูกเปรียบเทียบกับ "บ้านผีสิง" ที่มีความซับซ้อน น่ากลัวและเข้าถึงยาก แต่ปัจจุบันกำลังทรานส์ฟอร์มสู่ "Modern House" ที่ทันสมัยและโปร่งใส โดยเน้นการใช้เทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยขับเคลื่อน
ยุทธศาสตร์ "NEXT DRIVE CUSTOMS"
ในปี 2569 กรมศุลกากรได้ขานรับนโยบายรัฐบาลภายใต้แนวคิด NEXT DRIVE CUSTOMS ซึ่งประกอบด้วย 5 เสาหลัก คือ
1. Digital & Data (D) นำระบบอิเล็กทรอนิกส์และ AI มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยง (Risk Management) เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
2. Responsive Service (R)การบริการที่รวดเร็วและตอบโจทย์ภาคเอกชน
3. Integrity & Innovation (I) ยกระดับธรรมาภิบาลสู่มาตรฐาน OECD โดยได้ปรับปรุงระเบียบ ยกเลิกการจ่ายเงินรางวัลของผู้บริหารระดับสูงเพื่อความโปร่งใส
4. Value for Society (V) ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย
5. Economic & Social Sustainability (E) สร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม
โดยมุ่งปรับภาพลักษณ์และบทบาทของกรมศุลกากร
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานให้ทันสมัย โปร่งใส รวมถึงสามารถตอบสนองความต้องการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน
ดันมูลค่าการค้าไทยสู่เป้าหมาย 27 ล้านล้านบาท
สำหรับการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 68 – มิ.ย. 69) สามารถจัดเก็บรายได้รวม 476,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นการจัดเก็บอากรศุลกากร 85,766 ล้านบาท และการจัดเก็บรายได้แทนหน่วยงานอื่น อาทิ กรมสรรพากร 308,016 ล้านบาท และกรมสรรพสามิต 43,725 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าเมื่อสิ้นปีงบประมาณจะสามารถจัดเก็บรายได้รวมได้เกือบ 600,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15-20% ของรายได้รวมทั้งประเทศ
ในมิติของ TRADE ENABLER กรมศุลกากรตั้งเป้าดันมูลค่าการค้าไทยให้เติบโตถึง 27 ล้านล้านบาท จากปีก่อนที่ 22 ล้านล้านบาท โดยพบว่า ตลาดสหรัฐฯ เติบโตโดดเด่นถึง 30% โดยเฉพาะกลุ่มอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ขณะที่ตลาดจีนยังคงเป็นตลาดหลักของสินค้าเกษตร และมุ่งเน้นการเจาะตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน
นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบถ่ายลำสินค้าทางเรือ ซึ่งช่วย ลดระยะเวลาตรวจปล่อยสินค้าลงกว่า 85.81% (จาก 4.58 วัน เหลือเพียง 0.65 วัน) และมีการจัดเก็บภาษี VAT 7% สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย
ยกระดับประสิทธิภาพโลจิสติกส์-คุมเข้มยาเสพติด
ภายใต้บทบาท SOCIAL PROTECTOR กรมศุลกากรได้ยกระดับความโปร่งใสเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่มาตรฐาน OECD โดยการปรับปรุงระเบียบเพื่อ ยกเลิกการจ่ายเงินรางวัลของผู้บริหารระดับสูง เพื่อลดผลประโยชน์ทับซ้อน (Zero Conflict of Interest)
ด้านการปราบปรามยาเสพติด ได้เพิ่มความเข้มงวดในส่วนของ "ขาออก" เพื่อไม่ให้ไทยเป็นทางผ่านของยาเสพติด โดยในช่วง 9 เดือน สามารถจับกุมยาเสพติดได้น้ำหนักรวมเป็นตัน มูลค่าต้นทางราว 700-800 ล้านบาท ซึ่งจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 40 เท่าเมื่อไปถึงปลายทางอย่างออสเตรเลีย
ขณะเดียวกันยังจับกุมกัญชาได้กว่า 37,210 กิโลกรัม พร้อม เพิ่มโทษปรับกัญชาขาออกเป็นกิโลกรัมละ 30,000 บาท เพื่อป้องปรามการลักลอบ โดยมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานระดับโลกอย่าง UK Border Force เพื่อเตือนและสกัดกั้นขบวนการค้ายาข้ามชาติ
สำหรับการตรวจตราสินค้า กรมศุลกากรมีแผนเปลี่ยนเครื่อง X-ray ใหม่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง และได้รับการสนับสนุนจาก AOT ในการเพิ่มเครื่อง X-ray ขาออกทั้งในส่วนผู้โดยสารและคาร์โก้ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกกับการควบคุมที่เข้มงวด แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องบุคลากรที่มีเพียง 4,600 คน เมื่อเทียบกับประเทศขนาดเดียวกันอย่างฝรั่งเศสหรือญี่ปุ่นที่มีหลักหมื่นถึงแสนคนก็ตาม
“กรมศุลกากรในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงประตูการค้าของประเทศ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ลดต้นทุน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง” นายพันธ์ทอง กล่าวทิ้งท้าย
