MALEE ประกาศพันธกิจ ESG เป็น Growth Engine สร้าง New Era of Wellness นำทรัพยากรเกษตรเหลือใช้ ขับเคลื่อน Upcycling
‘บมจ.มาลีกรุ๊ป’ หรือ MALEE ชูพันธกิจ ESG เป็นแกนหลักขับเคลื่อนธุรกิจสู่ New Era of Wellness ผ่านการต่อยอดทรัพยากรเกษตรเหลือใช้ด้วยกระบวนการ Upcycling และนวัตกรรมขั้นสูง แปลงเปลือกมะพร้าว เปลือกส้มเขียวหวาน เปลือกสับปะรด เปลือกเงาะเป็นวัตถุดิบออกฤทธิ์เวชสำอางมูลค่าสูง พร้อมผสานเทคโนโลยีนำส่งสารสำคัญ (Advanced Delivery System) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผิวมุ่งเป้าในระดับเซลล์ พร้อมมุ่งสร้างสุขภาวะที่ดีแบบองค์รวมตลอดห่วงโซ่คุณค่า คลอบคลุมทั้งคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภคในทุกมิติของชีวิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และร่วมผลักดันประเทศไทยขึ้นแท่นสู่การเป็น Wellness Hub ของโลก
นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า วิสัยทัศน์ของมาลีกรุ๊ปเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรก้าวข้ามกรอบจากการเป็นผู้ผลิตนอกเหนือเครื่องดื่มผลไม้ภายใต้ ‘Beyond Fruit’ ไปสู่การเป็น Global Wellbeing Company ในปี 2571 มุ่งส่งมอบคุณค่าด้านสุขภาพแบบองค์รวม ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี ควบคู่ไปกับหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรคือพันธกิจทางด้าน ESG (Environmental, Social, Governance) ให้เป็นกลไกหลักในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน (Growth Engine) โดยนำทรัพยากรเกษตรเหลือใช้มาต่อยอดผ่านกระบวนการ Upcycling และนวัตกรรมขั้นสูงของวิทยาศาสตร์เพื่อยกระดับเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products) สะท้อนเป้าหมายของมาลีกรุ๊ปในการสร้าง New Era of Wellness ให้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพคุณภาพระดับพรีเมียมที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น พร้อมขับเคลื่อนแนวคิดสุขภาวะที่ดีแบบองค์รวม (Wellbeing) ครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตกร การดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตร ตลอดจนการส่งมอบสุขภาวะที่ดีให้กับผู้บริโภคในทุกมิติของชีวิต
สำหรับกลยุทธ์สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ยั่งยืน (Sustainable Business Ecosystem) มาลีกรุ๊ปมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) โดยเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านการพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากผลผลิตทางการเกษตรอย่างครบวงจร ลดการสูญเสียทรัพยากร และเพิ่มคุณค่าให้กับทุกส่วนของผลผลิต ควบคู่กับการดูแลและสร้างโอกาสให้เกษตรเติบโตอย่างยั่งยืน สะท้อนแนวคิด Wellbeing ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้บริโภค แต่หมายรวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในทุกภาคส่วน และสร้างสุขภาวะให้โลก (Global Wellbeing) ในด้านสิ่งแวดล้อมมุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อวางรากฐานของ ‘Global Wellbeing’ ในระดับมหภาค ทุกองค์ประกอบถูกขับเคลื่อนผ่านกลยุทธิ์นวัตกรรม Innovation-driven Growth โดยมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่การสร้าง Science-based Products เพื่อสร้าง New S-Curve ให้กับธุรกิจ และทำให้ ESG เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนของมาลีกรุ๊ป
ทั้งนี้ MALEE และมาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ ‘Malee Applied Sciences’ (MAS) ได้นำทรัพยากรเกษตรเหลือใช้ มาต่อยอดนวัตกรรมด้วยองค์ความรู้ด้าน Deep Tech และเทคโนโลยีห่อหุ้มสารสำคัญ (Encapsulation technology) เพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมวัตถุดิบออกฤทธิ์ขั้นสูง (Advanced Active Ingredients) สำหรับอุตสาหกรรมความงามและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพระดับโลก ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ด้านสุขภาวะที่ยืนยาว (Wellness and Longevity) ปัจจุบัน MAS ได้พัฒนาวัตถุดิบนวัตกรรมจากผลผลิตทางการเกษตรเหลือใช้จากเปลือกมะพร้าวนำมาผลิตเป็นวัตถุดิบเวชสำอางภายใต้ตราสินค้า ACNOTRIX® ที่ช่วยยับยั้งการอักเสบ กำจัดแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว ลดวงจรการเกิดสิว มีผลทดสอบทางคลีนิคกับผิวจริงในมนุษย์
เปลือกส้มเขียวหวานนำมาผลิตเป็นวัตถุดิบเวชสำอางภายใต้ตราสินค้า ORENIX® อุดมไปด้วยสารสำคัญเฮสเพอริดิน (hesperidin) ในรูปแบบของระบบนำส่งนาโนเทคโนโลยี ที่สามารถนำส่งลงสู่ผิวชั้นลึก ออกฤทธิ์ตรงกลไกการยับยั้งเม็ดสีเมลานิน ต้นเหตุของผิวคล้ำ ยับยั้งการทำร้ายผิวจากแสงแดด ถูกออกแบบให้เป็นสารไวท์เทนนิ่งรุ่นใหม่ เพื่อดูแลฝ้าและจุดด่างดำได้ตรงจุด เปลือกและเหง้าสับปะรดเหลือใช้จากภาคการเกษตรถูกสกัดเพื่อให้อุดมไปด้วยเอ็นไซม์บรอมิเลน (Bromelain) ผ่านนวัตกรรมห่อหุ้มและนำส่งเข้าสู่เซลล์ผิวเพื่อเร่งการผลัดเซลล์ผิวให้ผิวสว่าง เพิ่มความโกลว์ให้กับผิว และมีผลทดสอบทางคลีนิคในผิวหนังในมนุษย์ว่าสามารถควบคุมความมันได้ตลอด 8 ชั่วโมง และช่วยลดการอักเสบจากการที่ผิวถูกทำร้ายด้วยแสงแดด และเปลือกเงาะรีไซเคิล ที่ผ่านการห่อหุ้มด้วยนวัตกรรม CAPSEAL2X อนุภาคระดับนาโนที่ใช้เป็นวัตถุดิบเวชสำอางสารออกฤทธิ์ประสิทธิภาพสูง ช่วยลดริ้วรอยปรับสภาพผิวให้มีความเรียบเนียบ กะชับรูขุมขน มีผลทดสอบช่วยย้อนวัยในระดับเซลล์ ผ่านการยืนยันด้วยผลทดสอบในอาสาสมัครจริงเห็นผลการเปลี่ยนแปลงสภาพผิวใน 14 วัน
“พันธกิจ ESG ของมาลีกรุ๊ป ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มมูลค่าจากของเหลือใช้ภาคการเกษตรโดยใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า หรือหยุดอยู่แค่การลดของเสียอินทรีย์จากกระบวนการแปรรูปที่ถูกนำไปฝังกลบ การลดการปล่อยก๊าซมีเทน (Methane) ตลอดจนการลดการใช้น้ำและพลังงานเท่านั้น แต่เรามุ่งสร้างคุณค่าตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาผลผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนเกษตรอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกัน เรายังเดินหน้าดำเนินการวิจัยและพัฒนานำนวัตกรรมมาต่อยอดสู่การผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่สามารถช่วยยกระดับวิถีชีวิตของผู้บริโภคในยุค longevity พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของไทย มุ่งผลักดันนวัตกรรมไทยสู่เวทีโลก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศ สนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางด้าน wellness ของโลก และพิสูจน์ให้เห็นว่า ESG ไม่ใช่เพียงแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนแต่เป็น Growth Engine ที่สร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง” นายเอกรินทร์ กล่าว
นอกจากนี้ มาลีกรุ๊ปกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้าน ESG เพื่อให้การเติบโตของธุรกิจดำเนินไปควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้แก่ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) บริษัทมุ่งสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ภายในปี 2050 ผ่านการลงทุนติดตั้งระบบ Solar Cell ในโรงงาน เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง มีการวัดและการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission) อย่างเป็นระบบ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบสังเคราะห์ที่มี Carbon Footprint สูง ตลอดจนผลักดันโครงการ Zero Waste to Landfill อย่างเข้มข้นใน 1–3 ปี ในมิติด้านสังคม (Social) มาลีกรุ๊ป มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร คู่ค้า และชุมชนโดยรอบ ผ่านโครงการเสริมความรู้และสนับสนุนการเกษตรยั่งยืน สร้างโอกาสในการเติบโตทางเศษฐกิจร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า และในมิติด้านธรรมาภิบาล (Governance) บริษัทดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส พร้อมบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals : UN SDGs) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ทั้งสามมิติของ ESG ไม่ใช่เป็นเพียงกรอบการดำเนินธุรกิจของมาลีกรุ๊ปแต่เป็นพันธสัญญาที่สะท้อนความเชื่อมั่นว่า การเติบโตที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้เมื่อธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับการดูแลโลก สร้างคุณค่าให้กับผู้คน และส่งต่อผลประโยชน์ให้กับสังคมในระยะยาว
