บลจ. แอสเซท พลัส มองหุ้นไทยยังมีโอกาสไปต่อ รับ Earnings Upgrade Fund Flow ต่างชาติกลับ ชูหุ้นปันผลโครงสร้างพื้นฐานเด่น
บลจ. แอสเซท พลัส มองตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ หลังปัจจัยพื้นฐานส่งสัญญาณฟื้นตัว ทั้งแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการปรับประมาณการเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัว รวมถึงกระแสเงินลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยประเมินเป้าหมาย SET Index ณ สิ้นปี 2570 ในกรณีฐาน (Base Case) ที่ 1,729 จุด พร้อมแนะกลยุทธ์เน้น Stock Selection เลือกหุ้นปันผลสูง ROE มีแนวโน้มเติบโต และหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการลงทุนภาครัฐ
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวได้ดีเกินคาดในปี 2569 โดย SET Index ปิด ณ สิ้นเดือนมิถุนายนที่ระดับ 1,623.64 จุด ให้ผลตอบแทนรวมเงินปันผล 32.98% จากสิ้นปี 2568 ถือเป็นผลการดำเนินงานที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ขณะที่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้รับแรงสนับสนุนจากความคาดหวังเชิงบวกจากการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงต้นปี รวมถึง กลุ่มบรรจุภัณฑ์และปิโตรเคมี ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงมามากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเริ่มเห็นแนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัว ในทางกลับกัน กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว อาทิ กลุ่มท่องเที่ยว โรงพยาบาล รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม ยังให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศยังค่อนข้างอ่อนแอ
คุณทิพย์วดี อภิชัยสิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการและผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า “การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทยในปีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจาก Sentiment เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มเห็นปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญที่เราไม่ได้เห็นอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ประกอบกับ Valuation ของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ แม้ SET Index จะฟื้นตัวขึ้นมาจากบริเวณ 1,200 จุดแล้วก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยในปีนี้ คือ ระดับ Valuation ที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ทยอยกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง หลังจากนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา”

(คุณทิพย์วดี อภิชัยสิริ)
“ขณะเดียวกัน ปีนี้ถือเป็นปีแรกในรอบหลายปีที่ตลาดเห็นการ ทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรก สะท้อนแนวโน้มพื้นฐานของภาคธุรกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น และเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน สำหรับในด้านเศรษฐกิจไทย แม้ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามและปัจจัยภายนอกประเทศ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับประมาณการ GDP ไทยขึ้นสู่ระดับ 2.3% จากตัวเลขการส่งออกที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะที่ข้อมูลประมาณการเศรษฐกิจระบุว่า GDP ไทยมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 2.6% ในปี 2570” คุณทิพย์วดีกล่าวเสริม
บลจ. แอสเซท พลัส ประเมินภายใต้สมมติฐาน SET Index ณ สิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,620 จุดว่า SET Index ณ สิ้นปี 2570 ภายใต้กรณีฐาน (Base Case) ที่ระดับ 1,729 จุด คิดเป็น SET Index Total Return ประมาณ 13.9% ภายใต้สมมติฐาน Forward P/E ที่ 16.5 เท่า และประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2570 ที่ 104.8 บาท
ภายใต้ กรณีเชิงบวก (Bull Case) ประเมิน SET Index ที่ 1,847 จุด คิดเป็น SET Index Total Return ประมาณ 17.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด กระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนในธีม AI และ Data Center ที่ช่วยสนับสนุนการลงทุนและการเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะที่ กรณีเชิงลบ (Bear Case) ประเมิน SET Index ที่ 1,404 จุด หรือ SET Index Total Return ประมาณ -9.8% หากเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าคาด ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และกำไรของบริษัทจดทะเบียนหดตัว
คุณทิพย์วดี กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ เราให้น้ำหนักกับ หุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูงและมีแนวโน้ม ROE เติบโต โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร รวมถึงหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการลงทุนภาครัฐ ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความท้าทายเชิงโครงสร้างในระยะยาว ทั้งการเข้าสู่ สังคมสูงวัย (Aging Society) ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนการขาดอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามควบคู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดทุน”
บลจ. แอสเซท พลัส มองว่า แม้ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญแล้ว แต่ Valuation ก็ยังน่าสนใจ แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ปรับตัวดีขึ้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการกลับมาของกระแสเงินทุนต่างชาติ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยในระยะข้างหน้า โดยการคัดเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตที่ชัดเจน จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนท่ามกลางภาวะตลาดที่มีความผันผวน
Source: Bloomberg, ธนาคารกลางแห่งประเทศไทย
