คลื่นน้ำเงินกำลังมา? จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จะกระทบน้ำมัน ตลาดเกิดใหม่ และประเทศไทยอย่างไร?
📌 การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (US Midterm Elections) กำลังเป็นบททดสอบสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในสมัยที่สอง
หลังผลคะแนนเบื้องต้นเริ่มส่งสัญญาณว่าพรรคเดโมแครต (Democrats) มีโอกาสเพิ่มอำนาจในสภาคองเกรส จนเกิดกระแสที่เรียกว่า “Blue Wave” หรือคลื่นสีน้ำเงิน ซึ่งหมายถึงการที่เดโมแครตอาจคว้าที่นั่งได้มากขึ้น
ซึ่งก่อนวันเลือกตั้ง ผลสำรวจคะแนนนิยมระดับประเทศ สำหรับการเลือกตั้งสภาคองเกรสครั้งนี้ ชี้ว่าเดโมแครตมีคะแนนนิยม 50.8% ขณะที่รีพับลิกัน (Republican) อยู่ที่ 42.8% อย่างไรก็ตาม คะแนนนิยมทั่วประเทศไม่สามารถบอกจำนวนที่นั่งที่จะชนะได้โดยตรง เพราะผลจริงขึ้นอยู่กับการแข่งขันในแต่ละเขตเลือกตั้ง
และผลนับคะแนนเบื้องต้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ตามเวลาไทย ก็แสดงให้เห็นว่าเดโมแครตสามารถคว้าชัยในหลายสนามสำคัญ รวมถึงการพลิกชนะที่นั่งวุฒิสมาชิกในรัฐนอร์ทแคโรไลนา และชัยชนะของ Jon Ossoff ในรัฐจอร์เจีย แต่การครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภายังต้องรอผลการแข่งขันเพิ่มเติม
หากเดโมแครตชนะในสภาใดสภาหนึ่ง ก็จะเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบรัฐบาลและทำให้ทรัมป์ผลักดันกฎหมายบางอย่างได้ยากขึ้น แม้ประธานาธิบดีจะยังไม่ได้หมดอำนาจ เพราะยังมีอำนาจบริหารและกำหนดนโยบายต่างประเทศหลายด้าน
📌 เดโมแครตชนะแล้ว สงครามตะวันออกกลางจะคลี่คลาย ราคาน้ำมันจะลงหรือไม่?
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ตลาดกำลังจับตา เพราะหากการขนส่งน้ำมันหยุดชะงักเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น กดดันเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น
ซึ่งถ้าเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภา รัฐบาลทรัมป์อาจเผชิญการตรวจสอบยุทธศาสตร์ทางทหารและการใช้งบประมาณเข้มข้นขึ้น รวมถึงอาจผลักดันนโยบายบางอย่างได้ยากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม การที่เดโมแครตชนะไม่ได้หมายความว่าสงครามจะยุติลง หรือราคาน้ำมันจะลดลงโดยอัตโนมัติ เพราะประธานาธิบดียังคงมีอำนาจด้านนโยบายต่างประเทศอยู่มาก ขณะที่ราคาน้ำมันจะลดลงอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อความขัดแย้งคลี่คลายและการขนส่งพลังงานกลับมาดำเนินการได้อย่างปลอดภัย
ดังนั้น นักลงทุนควรจับตาความคืบหน้าของการเจรจา ความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งน้ำมัน และสถานการณ์ด้านอุปทานพลังงาน มากกว่าคาดหวังว่าผลเลือกตั้งจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงทันที
📌 ตลาดเกิดใหม่มีโอกาสได้ประโยชน์อะไรไหม?
หากผลเลือกตั้งทำให้ตลาดคาดการณ์ว่านโยบายของสหรัฐฯ จะมีความผันผวนน้อยลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจเจอแรงกดดันน้อยลง ทำให้ปรับตัวลงได้บ้าง และดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง ซึ่งมักเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)
โดย Krungsri Securities (KSS) มองว่า กรณีฐานคือเดโมแครตมีแนวโน้มชนะการเลือกตั้งในอย่างน้อยหนึ่งสภา ซึ่งมีโอกาสช่วยให้ความผันผวนของนโยบายทรัมป์ลดลง ไม่ว่าจะเป็นด้านสงครามหรือมาตรการการค้า
นอกจากนี้ เดโมแครตอาจเพิ่มการตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และธุรกิจ AI ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ บางส่วนอาจเผชิญแรงกดดันได้ ซึ่งนี่อาจเป็นผลดีต่อตลาดเกิดใหม่มากกว่าตลาดหุ้นโลก
📌 แล้วไทยจะได้ประโยชน์แค่ไหน?
ถ้าเดโมแครตชนะ และช่วยลดความผันผวนในนโยบายของสหรัฐฯ ได้จริง ประเทศไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากสองช่องทางหลัก
- เงินทุนต่างชาติ: หากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และดอลลาร์อ่อนค่าลง นักลงทุนต่างชาติอาจสนใจสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่มากขึ้น ซึ่งนี่มีโอกาสช่วยหนุนเงินบาทและตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
- ต้นทุนพลังงานที่อาจลดลง: ในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ไทยอาจได้ประโยชน์ถ้าราคาน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าและแรงกดดันเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม KKP Research ก็ยังเตือนว่า ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ ไม่น่าจะเป็นปัจจัยที่พลิกสถานการณ์เศรษฐกิจไทยได้มาก เพราะตลาดคาดการณ์ไว้แล้วว่ารีพับลิกันอาจสูญเสียอำนาจบางส่วน และการที่เดโมแครตชนะไม่ได้หมายความว่าสงครามการค้าจะยุติลงทันที
ดังนั้น สำหรับนักลงทุนไทย ผลเลือกตั้งอาจช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้น แต่ยังต้องพิจารณาการปัจจัยอื่นๆ ของประเทศ เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจ ผลประกอบการบริษัท และระดับราคาหุ้น ควบคู่กันไป
