PIN เปิดเทรดบวก 2.56% ย้ำเป็นหุ้น Growth stock มั่นใจรายได้ปี 65 โตไม่ต่ำ 60%
เข้าเทรดกันต่อเนื่องกับหุ้นไอพีโอ โดยล่าสุดถึงคิวของ PIN หรือ บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) ที่เปิดเทรดด้วยราคา 4.00 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.56% จากราคาไอพีโอที่ 3.90 บาท ด้านผู้บริหารย้ำเป็น Growth stock มั่นใจปี 65 รายได้โต่ไม่ต่ำกว่า 60%
โดยนายพีระ ปัทมวรกุลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ PIN กล่าวว่า ขอขอบคุณนักลงทุนท่านที่มั่นใจศักยภาพการดำเนินงานและโอกาสเติบโตของบริษัท ความสำเร็จในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเติบโตของ PIN ในการพัฒนาและบริหารนิคมอุตสาหกรรม และ Logistics Park ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ S-Curve สนับสนุนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน
สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนประมาณ 1,100 ล้านบาท บริษัทจะนำไปใช้เพิ่มศักยภาพธุรกิจและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก (1) พัฒนาโครงการใหม่ คือ นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 6 และ Logistics Park ช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) โดยมาจากการให้บริการเช่าที่ดินพร้อมอาคารโรงงานและคลังสินค้าและให้เช่าที่ดินเปล่าและรายได้จากการให้บริการพื้นที่ส่วนกลางเพิ่มขึ้น ช่วยสร้างฐานรายได้ให้เติบโตอย่างมั่นคง ประมาณ 70-75%, 2. ชำระคืนเงินกู้ยืม ประมาณ 10-15% ซึ่งจะทำให้ D/E ปรับลงมาอยู่ที่ราว 0.9 -1.0 เท่า และ 3. ส่วนที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในกิจการ
ส่วนการเติบโตในปี 2564 บริษัทคาดว่าผลประกอบการอาจปรับตัวลดลงปีก่อนที่มีรายได้ 1,128.11 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 403.89 ล้านบาท จากการล็อกดาวน์ในระยะเวลานาน ทำให้ลูกค้าต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อขายที่ดินต้องเลื่อนออกไป
ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าปี 2565 รายได้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 60% จากรายได้การขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 6 ซึ่งจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป โดยปัจจุบันนิคมฯ ปิ่นทอง 6 มียอดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำนวน 60 ไร่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 250-260 ล้านบาท คาดว่าจะโอนและรับรู้รายได้ทันภายในปีนี้ และรายได้ค่าเช่าพื้นที่ Logistics Park ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ปลางปีหน้าเป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะพัฒนาโรงไฟฟ้าเพื่อขายไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับหน่วยงานต่างๆ คาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในต้นปี 65
ด้านนายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวเสริมว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2561-2563) บริษัทมีปริมาณการขายที่ดินราว 200 ไร่ต่อปี แม้ในปี 63 ที่เริ่มเกิด Covid-19 ก็ยังมีอัตราการเติบโต แต่ปี 64 มีการล็อกดาวน์ค่อนข้างนาน ส่งผลต่อการขายที่ดิน เนื่องจากลูกค้าไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ จึงทำให้ยอดขายที่ดินในปีนี้อาจไม่ถึง 200 ไร่ เหมือนปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อยากให้จับตาดูปี 65 หลังสถานการณืกลับมาปกติ คาดว่ารายได้ของบริษัทจะมีการเติบโตสูงอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม แผนการเพิ่ม Recurring Income ของบริษัท คือการพัฒนา Logistics Park และอีกส่วนคือรายได้จากการขายไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม คาดว่านิคมฯ 5 และ 6 จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 120-130 เมกะวัตต์ต่อแห่ง ซึ่งการจะผลิตได้นั้นจำเป็นต้องสำรวจความต้องการก่อน โดยประเมินว่า 4-5 ปีข้างหน้า Recurring Income น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 40-50% ของรายได้รวมต่อปี
สุดท้ายนี้ นายพีระ ย้ำว่า PIN เป็นหุ้นของกิจการที่อยู่ในช่วงเติบโต หรือ Growth Stock โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการ ภายหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองตามกฎหมายและเงินสำรองอื่นๆ ของบริษัทจึงมองว่า PIN เป็นหุ้น Growth Stock ที่จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนอย่างแน่นอน
