EGCO-SPCG 2 หุ้นที่มีอะไรเหมือนกัน ปันผลดี-พื้นฐานเด่นแต่ราคายังไม่ไปไหน
ตลาดหุ้นไทยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแล้วกว่า 228.83 จุด หรือกว่า 18.93% สามารถไต่ระดับเกินแนวต้านสำคัญที่ 1,400จุด และขยับเพิ่มขึ้นเป็นฐานที่ระดับ 1,437จุด ตอบรับกระแสข่าวดีการมาของโจ ไบเดน ที่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ส่งผลให้กระแสเงินทั่วโลกไหลหมุนเวียนเข้าออกตลาดหุ้นทั่วโลก ดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐทำนิวไฮ รวมถึงกระแสการผลิตวัคซีนของค่ายผู้ผลิตยาทั้งสหรัฐ เยอรมนี และจีน ที่ทำให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงวัคซีนป้องกันไวรัสโควิดได้ง่าย และรวดเร็วขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลก และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกอย่างจะกลับเช้าสู่ภาวะปกติ
แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มหุ้นที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นตอบรับกระแสข่าวดังกล่าวคงจะหนีไม่พ้นหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดี และมีการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าและกลุ่มท่องเที่ยวต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นตามปัจจัยบวก แต่ในขณะเดียวกันยังมีกลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และโรงไฟฟ้าขนาดกลางที่พื้นฐานดี แต่ราคาหุ้นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าเพื่อนๆในกลุ่มตัวอย่างเช่น บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO เป็นหนึ่งในหุ้น SET 50 ที่นักวิเคราะห์มองว่าราคาหุ้นยัง Laggard ปรับขึ้นช้ากว่าเพื่อนในกลุ่มถึงแม้ว่าผลประกอบการในปีนี้กำไรปกติยังเติบโต เช่นเดียวกัน บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG โรงไฟฟ้าขนาดกลางที่ยังสามารถรักษาฟอร์มการเติบโต และการมีกำไรสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างเสมอ
โดยบทวิเคราะห์ของบล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ยังคงคำแนะนำซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมาย ปี 64 ที่ 337 บาทต่อหุ้น เพราะเชื่อว่า EGCO จะยังไม่มีการลงทุนใหม่เพิ่มในปีนี้ เนื่องจากปัญหาในการทำ due diligence ทางเทคนิค และการเจรจาต่อรองซึ่งเกิดจากการระบาดของ COVID-19 แต่มองว่ายังมีธุรกิจใหม่ๆ อีก มาก อย่างเช่น นิคมอุตสาหกรรม LNG และบริการ Solar solution ฯลฯ ซึ่งหากประสบความสำเร็จก็อาจจะเป็นธุรกิจใหม่ที่สร้างการเติบโตให้บริษัท
แต่ยังเป็นห่วงประเด็น ESG ของ EGCO เพราะในปัจจุบัน กำไรจากการดำเนินงาน 30% มาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งบลจ. ระดับโลกทุกวันนี้มีการกำหนดเกณฑ์ที่จะไม่เข้าลงทุนในบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้จากเหมืองถ่านหิน และ/หรือ โรงไฟฟ้าถ่านหินเกินกว่า 20-30% ของรายได้รวม ทั้งนี้ ถ้าหาก EGCO พัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เวียดนาม สำเร็จ สัดส่วนรายได้จากโรงไฟฟ้าถ่านหินก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่บทวิเคราะห์บล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด รายงานว่า ยังคำแนะนำซื้อ ประเมินราคาเป้ายหมายปี 64 ไว้ที่ 277 บาท/หุ้น เรามองบริษัทมีความน่าสนใจจากการเติบโตของกำไรปกติเฉลี่ย +6% ในช่วง 63-65 จากการ COD โรงไฟฟ้าใหม่ต่อเนื่อง และมีระยะเวลา PPA เฉลี่ยราว 16 ปี ซึ่งให้ ROE ระยะยาวราว 10% หากเทียบกับระดับ PER ราว 11, 9 และ 8 เท่า ใน 63-65 ซึ่งมองว่าน่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการ return ราว 10% (บนสมมติฐานจ่ายปันผล 34% ของกำไร และกำไรส่วนที่เหลือไปลงทุนต่อได้ ROE ราว 10%) ยังคงมุมมองราคาหุ้นที่ปรับตัวลงนับแต่ต้นปีสะท้อนความกังวลต่อกำไรที่ลดลงเล็กน้อยใน ปี 63 ไปแล้ว
สำหรับ SPCG หากนักลงทุนเป็นผู้ลงทุนที่สนใจในธุรกิจไฟฟ้าแล้วหล่ะก็ SPCG ถือเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าขนาดกลางที่ให้อัตราผลตอบแทนอย่างดีมาโดยตลอด รวมถึงผลประกอบการในช่วง 4ปีที่ผ่านมาก็มีรายได้เฉลี่ย 5,000-6,000 ล้านบาท และมีกำไรเฉลี่ย 2,300-2,600 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสามารถรักษาฐานรายได้และกำไรสุทธิได้ดีมาโดยตลอดถึงแม้ว่าจะต้องเจอวิกฤตจากภายในและภายนอกประเทศ อีกทั้งล่าสุดการประกาศดีลใหญ่ครั้งสำคัญในการลงทุนกว่า 23,000ล้านบาท เพื่อปั้นโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาด 500MW ในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จึงทำให้ไฟหน้าเวทีได้ส่องมาที่ SPCG อีกครั้ง โดยบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด เคาะราคาเป้ามายที่ 24.10 บาท โดยจะต้องติดตามดูว่าราคาหุ้นของ SPCG จะสามารถวิ่งราคาเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ได้หรือไม่
