ส่องแนวโน้มไตรมาส 4/64 หุ้นลีสซิ่งยังน่าลงทุนไหม ?
ช่วงที่ผ่านมาหุ้นลีสซิ่งเผชิญความเสี่ยงด้านกฎหมาย หลังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เตรียมออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาให้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ จักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตร เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา โดยจะควบคุมเพดานอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ระบุในสัญญาได้ไม่เกิน 15% ต่อปี และห้ามเก็บหนี้ส่วนที่เหลือในกรณีที่ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถ (คืนรถจบหนี้) ซึ่งหากเกณฑ์ดังกล่าวถูกใช้จริงจะส่งผลต่อรายได้ของบริษัทโดยตรง อีกทั้งผลงานไตรมาส 3/64 ของหุ้นลีสซิ่งขนาดใหญ่ออกมาไม่ค่อยสวยนัก ทำให้ราคาหุ้นปรับลงมาค่อนข้างมาก แล้วไตรมาส 4/64 มีแนวโน้มที่ผลงานจะฟื้นหรือไม่ หุ้นลีสซิ่งยังเข้าลงทุนได้รึเปล่า Wealthy Thai มีคำแนะนำของนักวิเคราะห์ที่มีต่อหุ้น SAWAD, MTC, TIDLOR, SAK และ HENG มาฝาก
SAWAD-MTC บุกสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า
เริ่มที่ SAWAD หรือ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยนักวิเคราะห์จากบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดกำไรจะดีขึ้นไตรมาส 4/64 จะดีขึ้นจากไตรมาส 3/64 โดยรายรับค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าธรรมเนียมการแนะนำที่สูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทจะบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าประกันภัยหลังจากขยายสัญญากับพันธมิตรประกันภัยสองราย อีกทั้ง opex จะลดลงเนื่องจาก บริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายพนักงานแบบครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน Covid ในไตรมาส 3/64 ทั้งนี้ FM ขาดทุนสุทธิ 20 ล้านบาทในไตรมาส 3/64 เนื่องจาก SAWAD โอน opex ไปที่ FM มากขึ้น
นอกจากนี้ SAWAD วางแผนที่จะให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแก่ลูกค้าเดิมเช่นเดียวกับ MTC ในปี 2565 โดยบริษัทตั้งเป้าสินเชื่อ 1 หมื่นล้านบาทในปี 2569 หรือ 2 พันล้านบาทต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งบริษัทจะคิดอัตราดอกเบี้ย 50% ต่อปีเพื่อชดเชยความเสี่ยง NPL ที่สูงในธุรกิจนี้ เพิ่มน้ำหนักลงทุนเป็น ซื้อ จาก ถือ โดยมีราคาเป้าหมาย 74 บาท
ถัดมา MTC หรือ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) โดยนักวิเคราะห์จาก บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า อุปสงค์สินเชื่อยังคงแข็งแกร่ง แต่ผลตอบแทนสินเชื่อลดลงเล็กน้อยและจะแตะจุดต่ำสุดในไตรมาส 4/64 โดยผลตอบแทนเงินกู้ที่ลดลงน่าจะเกิดจากการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เดิมเป็น 16% จาก 18-20% และหลักเกณฑ์การคิดอัตราดอกเบี้ยใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่ Non-nii คาดลดลงจากค่าธรรมเนียมการเก็บหนี้ใหม่ 50-100 บาทต่อรายการต่อเดือน โดยมีผลตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2564 ก่อนหน้านี้MTC เรียกเก็บค่าบริการ 99-199 บาท
นอกจากนี้ MTC ได้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ชื่อ Muangthai Pay Later (MTPL) ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจเช่าซื้อ ซึ่งคาดว่า MTPL จะขายอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านแบบเช่าซื้อให้กับลูกค้าปัจจุบันที่มีประวัติดี วงเงินกู้ควรมีขนาดเล็กที่ 10,000 -20,000 บาทต่อรายการ ซึ่งน่าจะเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของสินเชื่อใหม่ในระยะยาวเช่นเดียวกับสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ แนะนำ ถือ คงราคาเป้าหมาย 65 บาท
TIDLOR ไฮซีซั่นของธุรกิจประกัน
ด้าน TIDLOR หรือ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า คาดกําไรสุทธิไตรมาส 4/64 จะเติบโตต่อเนื่องทั้งจากไตรมาส 3/64 และ 4/63 จากแนวโน้มสินเชื่อที่เติบโตหลังการเปิดเมืองและช่วงฤดูกาลใช้เงินช่วงปลายปี เพราะมีช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ หนุนการซื้อของปีใหม่และเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงฤดูกาลขาย ประกันด้วยเช่นกัน อีกท้ังยังคาด Credit cost จะลดลงในหลังจากแนวโน้ม ความสามารถในการชําระหนี้ของลูกหนี้ทยอยฟื้นตัว ขณะที่ราคาหุ้นปรับฐานไปกว่า 34% ในรอบ 6 เดือน จนราคาหุ้นปัจจุบันใกล้เคียงราคา IPO แล้ว สะท้อนความกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวไปมากแล้ว ยังแนะนํา ซื้อ และปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 46 บาท
SAK มั่นใจทั้งปีพอร์ตสินเชื่อโตเกินเป้า
ส่วน SAK หรือ บริษัท ศักดิ์สยามลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) นายศิวพงศ์ บุญสาลี กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า แผนการดำเนินงานไตรมาส 4/64 บริษัทพร้อมยืนเคียงข้างในการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อนำไปประกอบอาชีพให้แก่ลูกค้า ด้วยความเป็นธรรม เข้าใจและเข้าถึงในทุกสถานการณ์ เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ หลังจากการเปิดประเทศเมื่อต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่มีความต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำเงินไปประกอบอาชีพรับกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น ด้วยแผนงานของ SAK มั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้พอร์ตสินเชื่อเติบโต 35% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้อยู่ที่ 8,400 ล้านบาท โดยนักวิเคราะห์จากบล.ทิสโก้ แนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 9.90 บาท
ไตรมาส 4/64 โตต่อ – ราคาหุ้นขึ้นเร็วจนไม่มี Upside
และสุดท้าย HENG หรือ บริษัท เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หุ้นลีสซิ่งน้องใหม่ที่พึ่งเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ โดยนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดผลดำเนินงานของ HENG จะปรับตัวขึ้นต่อได้เล็กน้อยในไตรมาส 4/64 หนุนจากการตั้งสำรองที่ทรงตัวในระดับต่ำ หลังผ่านพ้นการตั้งสำรอง Management Overlay จำนวนมากตั้งแต่ก่อน IPO ทำให้มีระดับ Coverage Ratio ที่ค่อนข้างแข็งแรงเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม และคาดจะเห็น NIM ปรับตัวขึ้นหลังได้รับเงินทุนจากการ IPO ทำให้สามารถใช้เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมที่ต้นทุนสูง และยังเหลือเงินอีกบางส่วนที่ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนที่มีต้นทุนทางการเงินต่ำในการขยายธุรกิจในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมที่มีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นและเข้าสู่ซ่วง High Season ของธุรกิจนายหน้าขายประกันภัย ทำให้คาดทั้งปี 2564 HENG จะมีกำไรสุทธิ 338 ลบ. โต 6.3% และโต 61.2% ในปี 2565 หลังทยอยรับรู้ผลบวกจากจำนวนสาขาใหม่ที่เร่งตัวขึ้นมากในช่วงปลายปี 2564
ทั้งนี้มอง HENG เป็นผู้เล่นใหม่ที่มีศักยภาพในตลาดจำนำทะเบียน แต่ในแง่ Valuation ค่อนข้างตึงตัว ด้วยราคาหุ้นที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันทำให้ไม่มี Upside เหลือ เราจึงปรับลดคำแนะนำลงจาก "ซื้อ" เป็น"Trading" เพื่อรอพัฒนาการใหม่ๆ ในเชิงธุรกิจ

