หุ้นกลุ่มแบงก์ราคาพุ่ง 30% ภายใน 1 เดือน แต่นักวิเคราะห์ยังให้ “ลงทุนมากกว่าปกติ”
หุ้นกลุ่มธนาคารเป็นหนึ่งกลุ่มหนึ่งที่มีน้ำหนักมากในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาการไหลบ่าเข้ามาของเงินทุนต่างชาติจะเน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ และกลุ่มแบงก์เป็นหนึ่งกลุ่มในหุ้นเป้าหมาย ทำให้ราคาขยับขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว และดันดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเหนือ 1,400 จุดได้
การไหลเข้ามาของเงินทุนต่างชาติหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่น โดยนับจากวันที่ 1 ถึง 20 พ.ย. หุ้นกลุ่มธนาคารปรับเพิ่มขึ้นมาแล้วมากกว่า 28 % โดย 5 อันดับแรกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง ได้แก่
KBANK ราคาอยู่ที่ 106.00 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 39 %
SCB ราคาอยู่ที่ 88.00 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 35 %
BAY ราคาอยู่ที่ 24.90 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 31.75 %
TMB ราคาอยู่ที่ 1.05 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 29.63 %
BBL ราคาอยู่ที่ 121.00 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 25.06 %
การปรับตัวเพิ่มขึ้นรุนแรงนั้น ยังเป็นโอกาสที่เข้าลงทุนได้อยู่ โดยบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า หุ้นกลุ่มแบงก์ เป็นโอกาสลงทุนและได้ เพิ่มน้ำหนักลงทุนในกลุ่มแบงก์จาก “Neutral” เป็น “Overweight” หลัง Overhang เรื่องเงินปันผลได้รับการปลดล็อค บวกกับคาดผลดำเนินงานจะเริ่มดีขึ้น หลังหลายแบงก์ผ่านการตั้งสำรองก้อนใหญ่ เพื่อรองรับความเสี่ยงของคุณภาพสินทรัพย์ไปแล้ว
ทั้งนี้ปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มน้ำหนักการลงทุน เพราะธปท. เปิดเผยผล Stress Test พบว่าแบงก์ไทยฐานะการเงินแข็งแกร่งแม้อยู่ภายใต้วิกฤติ นอกจากนี้ ธปท. เปิดเผยกำหนดแนวทางการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2563 ของสถาบันการเงินไทย หลังพิจารณาผลการทดสอบ Stress Test ของสถาบันการเงินที่ส่งให้ตรวจสอบในเดือน ต.ค. (ทดสอบความพอเพียงของเงินกองทุนในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ภายใต้สมมุติฐานที่ GDP ไทย -10% หรือมากกว่าจากผลกระทบของ COVID-19 รวมถึงไม่มีนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม) พบว่าสถาบันการเงินไทยมีระดับเงินกองทุนที่เพียงพอรองรับสถานการณ์เลวร้ายได้ดี มี BIS ratio ของทั้งระบบอยู่ที่ 19.8% ณ สิ้นไตรมาส 3/63
อีกทั้งมีการทยอยตั้งสำรองอย่างระมัดระวังจนระดับ Coverage Ratio ของทั้งระบบธนาคารสูงถึง 149.7% ธปท.จึงอนุญาตให้สถาบันการเงินสามารถจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานในปี 2563 ได้ไม่เกินอัตราที่จ่ายในปี 2562 และไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิในปี 2563
อย่างไรก็ตามหยวนต้ามองประเด็นดังกล่าวเป็นบวกต่อหุ้นในกลุ่มแบงก์ค่อนข้างมาก เนื่องจากปกติกลุ่มแบงก์เป็นหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ แต่จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ ธปท. มีความกังวลต่อคุณภาพสินทรัพย์และฐานเงินทุนของแบงก์
ทำให้ประกาศให้แบงก์งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. 2563 ประกอบกับผลดำเนินงานของกลุ่มที่อ่อนตัวในไตรมาส 2/63 และไตรมาส 3/63 เนื่องจากหลายแบงก์มีการเร่งตั้งสำรองเพิ่ม เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ทำให้หุ้นแบงก์ Underperform ดัชนี SET อยู่มาก
ทั้งนี้จากการที่ ธปท. ออกประกาศดังกล่าว คาดช่วยให้ตลาดกลับมามั่นใจในสภาพคล่องและเสถียรภาพของแบงก์ไทยมากขึ้น อีกทั้งด้วยราคาหุ้นในกลุ่มที่ปรับตัวลงมาแรงทำให้กลุ่มแบงก์มี Div.Yield ในระดับที่น่าสนใจ ทั้งนี้เราได้ปรับประมาณการอัตราการจ่ายเงินปันผลและเงินปันผลจ่ายในปี 2563 ให้สอดคล้องกับประกาศฉบับใหม่ของธปท.
ซึ่งมีรายละเอียดตาม Figures 1 พบว่าภายใต้ข้อกำหนดในการจ่ายปันผลปี 2563 ของธปท. หุ้นที่คาดโดดเด่นในแง่ของ Div. Yield ได้แก่ KKP 7.5%, SCB 5.5% และ TISCO 4.9%
เพิ่มน้ำหนักลงทุนเป็น “Overweight” หลัง Overhang ถูกปลดล็อค และคาดกำไรกลุ่มจะเริ่มฟื้นตัว
เรามีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มแบงก์มากขึ้น หลังได้รับการปลด Overhang ในเรื่องการจ่ายเงินปันผล บวกกับแนวโน้มของผลประกอบการที่คาดผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา หลังทุกแบงก์ได้ผ่านการเร่งตั้งสำรองก้อนใหญ่ เพื่อรองรับความเสี่ยงจากคุณภาพสินทรัพย์ไปมากแล้ว
ขณะที่คาดทิศทางการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากแบงก์ยังสามารถต่ออายุการพักชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้แต่ละรายได้ ส่วนปี 2564 ในภาพรวมคาดจะเห็นการฟื้นตัวของกำไรสุทธิของกลุ่ม จากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลงและการฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียม
ทำให้เรามองว่าหุ้นกลุ่มแบงก์จะไม่ถูก Discount มากจนทำให้ PBV ลดลงต่ำเหมือนที่ผ่านมา จึงมองเป็นโอกาส พร้อมกับปรับน้ำหนักขึ้นจาก “Neutral” เป็น “Overweight” เลือก KKP (TP@48) และ TISCO (TP@86) เป็น Top Pick ของกลุ่ม
เนื่องจากมีความสนใจทั้งในแง่ Div. Yield และ Upside เมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐานปี 2564 อีกทั้งพอร์ตสินเชื่อมีความเสียงที่จะกลายเป็นหนี้เสียน้อยกว่าแบงก์ใหญ่ (มีสัดส่วนลูกหนี้ SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 มากที่สุด เพียง 11.2% และ 4% ตามลำดับ)
บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็ม ให้มุมมองไปในทิศทางเดียวกัน โดยเราปรับเพิ่มน้ำหนักกลุ่มธนาคารไทยเป็น Overweight จาก Neutral จากที่ธนาคารกลางแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารจ่ายปันผลรอบสุดท้ายใน FY20 ได้เราเชื่อว่าอาจเห็น upside ของการประเมินมูลค่ากลุ่มธนาคารใน 2021F ได้ จากเงินลงทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้ามา KBANK เป็น top pick ใหม่ของเราตามด้วย BBL และ TMB เนื่องจากเราเชื่อว่า KBANK อยู่ในตำแหน่งที่สามารถฟื้นตัวได้ดีที่สุด และมีเงินทุนไหลออกมากสุดในช่วงที่ผ่านมา
