BTS – BEM คลายล็อกดาวน์ หนุนกำไรฟื้นตัวได้แค่ไหน?
ธุรกิจขนส่งทางรางหรือรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินได้รับผลกระทบไม่แพ้กับธุรกิจอื่นๆ เมื่อรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ประเทศเพื่อยับยั้งการระบาดของ Covid-19 เพราะรายได้หลักมาจากค่าโดยสาร เมื่อจำนวนคนที่ใช้บริการลดลงผลประกอบการย่อมปรับตัวลงตามไปด้วย การคลายล็อกดาวน์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้หนุนให้ผลประกอบการกลับมาเติบโตเหมือนเดิม วันนี้ Wealthy Thai จะพามาดูผลประกอบการของหุ้นขนส่งทางรางอย่าง BTS และ BEM ว่าหลังคลายล็อกดาวน์แล้วผลประกอบการฟื้นตัวหรือไม่ และแนวโน้มการเติบโตในระยะถัดไปเป็นอย่างไร
BTS หรือ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิไตรมาส 2/63-64 (ก.ค.-ก.ย.63) ที่ 764.82 ล้านบาท ลดลง 40.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เติบโต 72.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 1/63-64 (เม.ย.- มิ.ย. 63) เป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้หน่วยงานต่างๆ เริ่มกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ และประชาชนมีความมั่นใจในการออกมาดำเนินชีวิตประจำวัน โดยจำนวนผู้สารในระบบไฟฟ้าสายหลักเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 109.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดต่ำสุดของปีงบประมาณแล้ว ทั้งนี้จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยวันทำการกลับมาแล้วประมาณ 70% ของจำนวนผู้โดยสารในวันทำการในช่วงเวลาปกติ อีกทั้งจำนวนผู้โดยสารสะสมในช่วงครึ่งแรกปี 2563/64 (เม.ย.-ก.ย. 63) ยังฟื้นตัวกลับมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ด้วย
ส่วนธุรกิจสื่อโฆษณา VGI ได้ผ่านจุดต่ำสุดและสามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิที่ 12 ล้านบาทได้ในไตรมาส 3/63 โดยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนทุกธุรกิจจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีรายได้และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 61.0% และ 111.4% จากไตรมาส 2/63 ตามลำดับ เนื่องจากประชาชนกลับมาชีวิตประจำวันตามปกติ ซึ่งเห็นได้จากจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสและจำนวนคนในสำนักงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการด้านโฆษณาและการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ลุ้นเป้ารายได้ 5.2 พันล้านบาท
สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในอนาคต ธุรกิจระบบขนส่งมวลชน การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง คืบหน้าไปแล้ว 67% คาดว่าจะทยอยเปิดให้บริการทั้งสองโครงการในเดือนต.ค. 64 นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าเปิดให้บริการอีก 7 สถานีที่เหลือของโครงการส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ (สถานีพหลโยธิน 59 - สถานีคูคต) ในเดือนธ.ค. 63 ซึ่งจะทำให้ส่วนต่อขยายดังกล่วเปิดให้บริการครบทั้งสายทั้งหมด 16 สถานี ส่งผลให้โครงข่ายการให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวจะครอบคลุมระยะทางรวม 66.7 กิโลเมตร 59 สถานี ภายในสิ้นปีนี้ ส่งผลให้รายได้จากการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงในปี 2563/64 ถึงเป้าที่ตั้งไว้ 5.2 พันล้านบาทได้
ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด หรือ BTSC ผู้รับจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ได้ทำหนังสือทวงถามค่าจ้างเดินรถไฟฟ้า ซึ่งเริ่มทยอยเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันเป็นเงินกว่า 8,000 ล้านบาท หาก กทม.ไม่จ่ายบริษัทแจ้งว่าอาจจำเป็นต้องหยุดวิ่งให้บริการ ซึ่ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กทม.ไม่มีงบจ่าย ต้องของบสนับสนุนจากรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลมอบให้ กทม. รับผิดชอบเดินรถ และส่วนที่เปิดให้บริการไม่ได้เก็บค่าโดยสาร
อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวต้องรอติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง หาก BTS ไม่สามารถเดินรถส่วนต่อขยายดังกล่าวได้ตามกำหนดการ อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ในปี 2563/64 แน่นอน
แนวโน้มครึ่งปีหลังสดใสกว่าครึ่งปีแรก
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า แนวโน้มครึ่งหลังดูสดใสกว่าครึ่งปีแรก จากการการรับรู้รายได้เดินรถและซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นจากการเปิดอีก 7 สถานีที่เหลือ ภายใน ธ.ค.63 รวมทั้งแนวโน้มของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด Covid-19 อย่างธุรกิจสื่อโฆษณาและอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น ดังนั้นฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปกติปีนี้ที่ 2.8 พันล้านบาท และคาดว่าจะมีกำไรพิเศษจากการขายหุ้น VGI ราว 6 พันล้านบาท ในไตรมาส 3/63-64 โดย ประเมิน FV เท่ากับ 12.80 บาท ปรับลดลงจาก 13.70 บาท จากการลดสัดส่วนถือหุ้นใน VGI ลง 15% คงคำแนะนำ ซื้อ เพราะพื้นฐานแข็งแกร่ง และมีโครงการใหม่หนุนการเติบโตระยะยาว
BEM ไตรมาส 3/63 กำไรฟื้น 440.8%
ส่วน BEM หรือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ที่ 822 ล้านบาท ลดลง 12.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เติบโตสูงถึง 440.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยกำไรที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากยังได้รับผลกระทบจาการระบาดของ Covid-19 ที่เกิดขึ้นในปีนี้ และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินซึ่งเปิดให้บริการครบทั้งสายทางแล้วเมื่อวันที่ 30 มี.ค. 63 ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันกำไรที่เติบโตสูงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/63 นั้น เนื่องจากหลังคลายล็อกดาวน์ทำให้มีการเดินทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งการเดินทางโดยใช้ทางด่วนและการเดินทางโดยใช้รถไฟฟ้า โดยไตรมาส 3/63 ปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 1,135,400 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 40% และปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ยทุกประเภทอยู่ที่วันละ 283,700 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 113% ทั้งนี้หากเปรียบเทียบการเดินทางล่าสุดของเดือนต.ค. 63 กับ เม.ย. 63 ซึ่งเป็นเดือนที่ต่ำสุด พบว่าปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้น 92% และปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 282%
ผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า ฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2563-2564 ที่ 2.15 พันล้านบาท และ 4 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยยังคงสมมติฐาน ridership growth ที่ลดลง 17% /เพิ่มขึ้น 25% และ traffic volume growth ที่ลดลง 15% /เพิ่มขึ้น 15% แม้ตัวเลขผู้โดยสารรถไฟฟ้าและผู้ใช้บริการทางด่วนในเดือน ต.ค. ชะลอตัวลง 3% และลดลง 2% จากเดือน ก.ย. ตามลำดับ ซึ่งปรับตัวลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่คลายล็อกดาวน์ แต่ฝ่ายวิจัยมองว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยเพียงชั่วคราวจากการชุมนุมประท้วงและการประกาศปิดรถไฟฟ้าภายใต้คำสั่งตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมองว่าจำนวนผู้ใช้บริการจะยังทยอยฟื้นตัวนับจากนี้
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/63 ประเมินกำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากต้นทุนค่าเสื่อมทางด่วนที่ลดลงหลังจากค่าเสื่อมทางพิเศษศรีรัชส่วน A, B, C ได้ถูกตัดจำหน่ายหมดแล้วในไตรมาส 1/63 แต่คาดกำไรสุทธิจะชะลอตัวจากไตรมาส 3/63 เนื่องจากไม่มีรายได้เงินปันผลจาก TTW จำนวน 221 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาเป้าหมายปี 2563 ที่ 10.00 บาท อิง SOTP โดยฝ่ายวิจัยมองว่าผลการดำเนินงานได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และอยู่ในโหมดฟื้นตัวต่อเนื่องนับจากนี้ ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงที่ต้องระวัง คือ สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้ใช้บริการและการประมูลเส้นทางรถไฟฟ้าใหม่ และการประมูลโครงการสายสีส้มที่มีโอกาสยืดเยื้อ
แม้ปัจจุบันเราจะคลายล็อกดาวน์แล้วแต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป หรือ วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ทำให้การทำงานและการใช้ชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป เช่น การทำงานไม่จำเป็นต้องอยู่ในออฟฟิศเท่านั้น เราสามารภทำงานจากที่ไหนก็ได้ ทำให้บริษัทบางส่วนปรับลดพื้นที่สำนักงานลง หรือ การซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปซื้อที่ห้างสรรพสินค้า ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการขนส่งมวลชนลดลง ดังนั้นต้องมารอดูว่าจำนวนผู้โดยสารที่ฟื้นตัวขึ้นจะกลับไปอยู่ในระดับก่อนเกิดการระบาดได้เมื่อไหร่
