ได้เวลาทยอยสะสมหุ้น SET50 เข้าพอร์ต
จากความกังวลของการพบเชื้อไวรัสโควิด19 ที่กลายพันธุ์อย่างสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) ถึงขั้นที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะแพร่ระบาดและร้ายแรงได้กว่าสายพันธุ์อื่นๆที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามทาง WHO ระบุด้วยว่าไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวได้ระบาดหนักไปยัง 23 ประเทศ ล่าสุด CDC ยันสหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อรายแรกแล้วขณะที่ประเทศไทยเองนั้นยังไม่ตรวจพบแต่ก็ยังเฝ้าระวังจากบุคคลที่เดินทางเข้าประเทศ
โดยในช่วงที่ผ่านมาในช่วงระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาแรงมากพอสมควร โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET50 ซึ่งช่วงตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย.ที่ตลาดหุ้นไทยเริ่มทำจุดพีคและเริ่มปรับตัวลดลงมา โดยเฉพาะการปรับตัวของหุ้นในกลุ่ม SET50 ซึ่งภาพรวมเฉลี่ยแล้วออกมาติดลบขั้นต่ำ 5% ซึ่งดูหน้าหุ้นกลุ่มที่ราคาลงมาคือกลุ่มที่เชื่อมโยงไปกับการท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด เช่น MINT ซึ่งมีธุรกิจในด้านของโรงแรมและอาหาร ซึ่งสัดส่วนรายได้ของโรงแรมนั้นแบ่งเป็น 50% ของรายได้รวม ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์การระบาดในยุโรปก็ส่งผลให้ราคาหุ้นถอยลงมาแรง เช่นเดียวกัน AOT ที่ติดลบกว่า 10%
ขณะที่ภาคการบริโภคในประเทศก็ปรับตัวลงมาเช่นกันอย่าง BJC ที่นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่จะหลุดจาก SET50 และ SET100 จากแรงขายเพราะความกังวลของการเปิดเมือง ขณะที่ CRC มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันคือการกังวลว่าหลังจากที่กลับมาเปิดเมืองและจะกลับไปปิดเมืองอีกครั้ง ส่วนหุ้นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ปรับตัวลดลงเช่นกัน เพราะเป็นภาพของความเสี่ยงจากเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตามเชื่อว่ากลุ่มหุ้นที่เชื่อมต่อในธีมเปิดเมือง และการเติบโตของสัญญาณทางเศรษฐกิจ จะยังได้รับความสนใจจากภาพการสลับเข้ามาซื้อจากฝั่งกองทุน ถ้าหุ้นตัวไหนที่ราคาปรับตัวลดลงมาจุดแนวรับที่สำคัญก็เป็นอีกจุดที่น่าสนใจ โดยกลุ่มท่องเที่ยวอาจจะเป็นกลุ่มที่โดนกระทบและอาจจะใช้เวลาปรับตัวขึ้นช้ากว่าเล็กน้อย
ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์อาจจะด้วยสัดส่วนที่นักลงทุนสถาบันที่ถือหุ้นอยู่ในปริมาณมากที่ผ่านมา ดังนั้นเชื่อว่าการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปได้นั้นเชื่อว่าจะเป็นกลุ่มแบงก์ที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ซึ่งมองว่าการย่อในครั้งนี้เป็นจังหวะที่สะสมหุ้น โดยมองว่า KBANK เป็นหุ้นที่น่าลงทุนที่สอดคล้องกับภาพของเศรษฐกิจและ SME
ทั้งนี้หุ้นในกลุ่ม SET50 ที่ปรับตัวลดลงในช่วงระหว่างวันที่ 24 พ.ย.ถึงวันที่ 2 ธ.ค.64 ที่ปรับตัวลงแรงมากสุด 5 อันดับแรกได้แก่ MINT ปรับตัวลดลงกว่า 11% ส่วน AOTราคาลดลง 10% สำหรับ BJCปรับลดลงจากความกังวลหลายปัจจัยกว่า 9% ส่วน CRC ก็เช่นเดียวกันราคาหุ้นปรับลดลง 9.5% และ BGRIM เป็นหนึ่งในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่โดนขาย ทำให้ราคาหุ้นลดลง 8.8%
เป็นโอกาสสะสมแล้วจริงหรือไม่
ทั้งนี้หากดูในแง่ของมูลค่าพื้นฐานของหุ้นในกลุ่ม SET50 ยังพอมีประเด็นบวกเฉพาะตัวให้น่าสนใจอยู่บ้าง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวที่รอข่าวความชัดเจนว่าหากไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) ไม่ได้รุนแรงมากไปกว่าเกินการควบคุมก็จะทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามาได้ โดยบริษัท หลักทรัพย์คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” MINT ประเมินราคาเป้าหมาย 38 บาท
โดยราคาหุ้นที่ผ่านมาถูกกดดันหนักจากการระบาดของโอไมครอนหลังพบเจอผู้ติดเชื้อใน EU ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลักของบริษัท อย่างไรก็ตามปัจจุบันคล้ายว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจึงมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะเริ่มฟื้นตัว ขณะที่ทุกหน่วยธุรกิจของ MINT กลับมาค่อนข้างปกติแล้วไม่ว่าจะเป็น โรงแรม ร้านอาหาร สินค้าแฟชั่น
ด้านของ AOT นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เชื่อว่าหุ้นปัจจุบันอยู่ในโซนน่าสะสมจาก Downside ที่จำกัด โดยคาดสะท้อนผลกระทบการยืดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในสนามบิน ซึ่งถือว่าสร้าง Downside น้อย รวมถึงอีกส่วนจากกรณีความเสี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก COVID สายพันธุ์ใหม่ กรณีเลวร้ายคาดจะส่งผลการฟื้นตัวช้า 3-6 เดือนตามระยะเวลาปรับสูตรวัคซีน ซึ่งไม่ส่งผลต่อมูลค่าระยะยาว กอรปกับ มูลค่าพื้นฐานใหม่ที่ 69.6 บาท กลับมามี Upside แนะนำทยอยสะสมหุ้น

