Official Update :

ส่องงบ Q3 หุ้นอสังหาฯ NOBLE ชูปันผลสุดเด่น 36%

บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างทยอยประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 3/63 กันออกมาแล้ว ซึ่งมีทั้งบริษัทที่มีผลกำไรสุทธิเติบโตกว่าวงเดียวกันของปีก่อนถึงแม้ว่าจะพึ่งผ่านพ้นไปกับการล็อคดาวน์ประเทศ ที่ได้รับผลกระทบทางตรงจากพิษเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบจากการที่รัฐบาลให้ประชาชนอย่าเดินทางออกนอกบ้านเพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิ19 มาตรการกักตัวให้อยู่กับบ้านจึงเป็นปัจจัยหลักที่กระทบยอดขายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างหนัก ทั้งนี้แม้จะมีบริษัทที่มีผลประกอบการที่เติบโตแต่ก็ยังมีบริษัทที่ผลประกอบการลดลง แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มหุ้นดังกล่าวยังคงดำเนินธุรกิจ และจ่ายปันผลในระดับสูงให้กับนักลงทุน

โดยทาง Wealthy Thai ได้รวบรวม 5 หุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำไรเติบโตและกำไรลดลง แต่ยังมีอัตราผลตอบแทนจากปันผลในระดับสูง ได้แก่ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP โดยรายงานผลดำเนินงานไตรมาส 3/63 มีกำไรสุทธิ 1,451 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134.6 % จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 619.32 ล้านบาท และมีรายได้รวม 9,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.4% ซึ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ (ไม่รวมโครงการร่วมทุน) ที่ 8,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.1% และมีรายได้ค่าบริหารจัดการอยู่ที่ 250 ล้านบาท ไตรมาสนี้ มีรายได้จากโครงการแนวราบทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง โดยมีรายได้แนวราบที่ 7,013 ล้านบาท เป็นผลจากยอดขายรอรับรู้รายได้ที่มีคุณภาพ และยอดจองที่แข็งแกร่งจากการเปิดขายโครงการใหม่ และโครงการเดิม โดยจากการสำรวจพบว่า AP ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 6.02%

ขณะที่ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI มีกำไรสุทธิ 717ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 687 ล้านบาท โดยยอดโอนรวมไปกว่า 3,896 ล้านบาท แบ่งเป็น กลุ่มโครงการที่ไม่ได้ร่วมทุน (Non-JV) 2,207 ล้านบาท และกลุ่มโครงการร่วมทุน (JV) 1,689 ล้านบาท จากการที่กำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นซึ่งหมายความว่าธุรกิจอสังหาฯมีแนวโน้มจะเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะการเปิดตัวโครงการใหม่เป็นปกติ โดยหากพิจารณาอัตราเงินปันผลตอบแทนของ ORI แล้วที่ระดับ 6.73% ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

สำหรับบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE เป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ให้อัตราเงินปันผลตอนแทนสูงที่สุด ที่ระดับ 36.10% ถ้าคิดกันง่ายๆก็คือเมื่อใช้เงิน 100 บาทลงทุนก็จะผลตอบแทนในรูผแบบเงินปันผลที่ 36 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม NOBLE รายงานกำลังสุทธิไตรมาส3/63 อยู่ที่ 524 ล้านบาท ลดลง 54.50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,151 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามหากนักลงทุนได้ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมในคำอธิบายงบการเงินแล้วจะพบว่า NOBLE มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมกำไรพิเศษจากการขายที่ดินรอการพัฒนา) จำนวน 524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,285%

ทั้งนี้ผู้บริหารมั่นใจว่าจะสามารถสร้างรายได้ทั้งปี 63 ได้มากกว่า 10,000 ล้านบาทตามที่ตั้งเป้าไว้ ตอกย้ำความแข็งแกร่งและสถานะความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นของบริษัทฯ ที่ตราไว้ (Par Value) จากเดิมหุ้นละ 3 บาท เป็นหุ้นละ 1 บาทและได้เตรียมแจกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญใหม่ของบริษัทฯ ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 4 หุ้น สามัญเดิม : 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ

ด้านบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 3/63 มีกำไรสุทธิ 683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 440 ล้านบาท ทั้งนี้ SC ถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ โดยในไตรมาส 3/63 มียอดขายโครงการแนวราบที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 4,406 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขายแนวราบ 53% ทั้งนี้ SC นอกจากกำไรสุทะจะเติบโตแล้วยังให้อัตราเงินปันผลตอบแทนที่ระดับ 7.79%

บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เป็นบริษัทที่แม้กำไรสุทะในไตรมาส3/63 จะทำได้ 1,216 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,270 ล้านบาท โดย ณ 30 ก.ย.63 บริษัทและบริษัทย่อย มียอดสัญญาซื้อบ้านและ/หรืออาคารชุดพักอาศัย แต่ยังไม่ถึงกำหนดโอน 40,527 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถทยอยโอนรับรู้เป็นรายได้ในอีก 3 เดือนข้างหน้าในปี 63 จำนวน 8,431 ล้านบาท และส่วนที่เหลือ 32,096 ล้านบาทในอีก 4 ปีถัดไป ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า SPALI ให้อัตราเงินปันผลตอบแทน 6.13%

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทต่างเริ่มกลับมาเปิดโครงการใหม่กันอีกครั้งหลังจากที่ผ่านพ้นมาตรการ lockdown ใน 2Q63 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้เริ่มกลับมาเปิดโครงการใหม่กันอีกครั้งในไตรมาส3/63 โดยมูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใน coverage ปรับตัวเพิ่มขึ้น 144% จากไตรมาส2/63 แต่ลดลงเล็กน้อย 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 47,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงเน้นเปิดโครงการแนวราบในไตรมาส3/63 สอดคล้องกับโมเมนตัมในช่วงครึ่งปีแรกในขณะที่ผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังในการเปิดโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ ส่งผลให้มูลค่าโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวในช่วง9เดือนลดลง 78% จากปีก่อน ขณะที่ยอดเปิดโครงการแนวราบใหม่ที่เติบโตส่วนใหญ่มาจากโครงการของ AP และ LH ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการที่เน้นทำโครงการคอนโดมิเนียมอย่างเช่น ANAN และ LPN ยังคงไม่เปิดโครงการใหม่เพิ่มในไตรมาส3/63 แต่จะเน้นจัดแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อระบายสต็อกที่ยังค้างอยู่ออกไปก่อน

ส่วนแนวโน้มอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ ของผู้ประกอบการแต่ละรายแตกต่างกันไป โดยอัตราการปฎิเสธสินเชื่อผู้ประกอบการที่เน้นโครงการระดับกลางถึงสูงอย่างเช่น LH และ QH มีแนวโน้มจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ในขณะที่ยอดการปฎิเสธสินเชื่อของผู้ประกอบการที่เน้นโครงการระดับล่างมีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจตลาดช่วยยืนยันมุมมองที่แนะนำให้ใช้กลยุทธ์การเลือกหุ้นเป็นรายตัว โดยมุ่งไปที่หุ้นที่เน้นโครงการแนวราบระดับกลางถึงสูง หรือหุ้นที่มี backlog โครงการคอนโดมิเนียมอยู่ในระดับสูง ยังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ Neutral โดยเลือก AP แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 7.70 บาท LH แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 8.80 บาท และ SPALI แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 19.60 บาท