Official Update :

วัคซีน COVID-19 คือความหวังกลุ่มท่องเที่ยว จับจังหวะลงทุนหลังผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

ข่าวดีที่สุดของโลกเมื่อโลกได้ค้นพบวัคซีน COVID-19 ที่สามารถป้องกันโรคได้ 90% สูงกว่าที่คาดหมาย ซึ่งจะดีทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย โดยที่ผ่านมาการระบาดของ COVID-19 ถือเป็นผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว เพราะหลายๆ ประเทศต่างวางมาตรการควบคุมการระบาดของไววัสดังกล่าว ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจซบเซาอย่างมาก ยิ่งล่าสุดประเทศในแถบยุโรปได้บังคับใช้มาตรการ lockdown อีกครั้ง ซึ่งถือเป็น Sentiment เชิงลบต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวอย่างมาก

ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวของประเทศไทยส่วนใหญ่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเป็นหลัก เพราะมีเม็ดเงินที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับเม็ดเงินของนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ดังนั้นการระบาดของ COVID-19 จึงถือเป็นแรงกดดันที่สำคัญ ต่อหุ้นกลุ่มนี้ และจะยังมีความน่าสนใจหรือไม่ วันนี้เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

โดยนับตั้งแต่ครึ่งปีหลังจนถึงปัจจุบัน (6 พ.ย.63) หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวส่วนใหญ่ราคาหุ้นยังยืนอยู่ในแดนลบ แต่มีเพียง CSR เท่านั้นที่ปิดบวก 2.95% โดยหุ้นที่ราคาล่วงแรงที่สุด คือ ERW ที่ลบสูงถึง 33.51% ขณะที่หุ้นยอดนิยมอย่าง MINT แม้จะจดทะเบียนในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม แต่ส่วนใหญ่มีโรงแรมที่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยในช่วงเวลาเดียวกันราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ 17.90 บาท ลดลง 11.82% จากราคาปิดครึ่งปีแรก

“กลุ่มท่องเที่ยว ถ้าประเมินจากตอนนี้ ทิศทางผลประกอบการจะไม่ค่อยฟื้นเท่าไหร่ เรื่องของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามา เราเชื่อว่ายังจำกัด แปลว่า ทางภาครัฐเริ่มมีการเจรจาคลายเกณ์กักตัวจาก 14 วัน เป็น 10 วัน แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังไม่สามารถชดเชยที่หายไปได้ และหากมองฝั่งยุโรปการระบาดยังร้อนแรง ดังนั้นการเดินทางระหว่างประเทศยังไม่น่าจะเกิดเร็ว ผลประกอบการจึงไม่น่าจะฟื้น จึงแนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มนี้ไปก่อน” คุณชาญชัย พันธาทนากิจ" ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด พูดในรายการ Wealthy Talk ในตอน "วิเคราะห์ตลาดหุ้นเดือนพ.ย.”

เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ที่บอกว่า กลุ่มท่องเที่ยว เราประเมินการฟื้นตัวยังช้าจาก Demand การท่องเที่ยวในประเทศที่ไม่สามารถชดเชยนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ โดยคาด Occupancy Rate อยู่ที่ระดับ 10-30% ในไตรมาส 3/63 ซึ่งยังไม่ถึงระดับ EBITDA Breakeven และคาดทุกรายจะรายงานผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 3/63 ที่ยังค่อนข้างสูง ระยะสั้นจึงยังไม่มีประเด็นต้องรีบร้อนเข้าลงทุน เราให้น้ำหนักการลงทุนของกลุ่มเพียง Neutral โดยเลือก MINT (ราคาเป้าหมาย 24 บาท) และ CENTEL (ราคาเป้าหมาย 26 บาท) เป็น Top Pick จากธุรกิจที่ Diversify โดยเฉพาะการมีธุรกิจอาหาร รวมถึงฐานะการเงินที่ยังไม่น่ากังวลนัก

ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บอกว่า เรายังคงมุมมอง “บวก” ต่อกลุ่มโรงแรม เพราะคาดว่ากำไรของกลุ่มได้ผ่านจุดต่ำไปแล้วในไตรมาส 2/2563 และคาดว่าจะฟื้นตัวในไตรมาส 3/2563 เราเชื่อว่าปัจจัยสำคัญต่อกลุ่ม คือการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ที่คาดว่าจะมีความพร้อมในเดือน ธ.ค. 2563 ในสหรัฐฯ ก่อน (จาก Moderna) ทั้งนี้ เราคาดว่ารัฐบาลไทยจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวขาเข้าที่มีภูมิคุ้มกันเดินทางเข้ามาในประเทศได้โดยผ่านการกักตัวในโครงการพื้นที่ควบคุมโรคแห่งรัฐทางเลือก 14 วัน (ASQ)

เราประเมินผลขาดทุนปกติสำหรับกลุ่มโรงแรมในไตรมาส 3/2563 ที่ 6 พันล้านบาท คิดเป็นผลขาดทุนที่น้อยลงเมื่อเทียบกับขาดทุนปกติที่ 9.6 พันล้านบาท ในไตรมาส 2/2563 หลังจากกลับมาเปิดให้บริการโรงแรมได้ตามปกติเราคาดว่ากำไรของกลุ่มโรงแรมได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/2563 เพราะเป็นช่วงที่มีการปิดให้บริการลงชั่วคราวในเดือน เม.ย. และ พ.ค. 2563 และคาดว่าผลการดำเนินงานจะปรับดีขึ้นในไตรมาส 3/2563 หลังจากห้องพักต่างๆ มีการกลับมาเปิดให้บริการแล้ว 80%

อย่างไรก็ตาม เราได้ปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าปี 2563-65 ลงจาก 7 ล้านคน/20 ล้านคน/ 32 ล้านคน เป็น 7 ล้านคน/ 11 ล้านคน/ 29 ล้านคน ตามลำดับ สืบเนื่องจากความล่าช้าในการพัฒนา วัคซีนต้านโควิด-19 หลังจากที่องค์การอาหารและยา (FDA) กำหนดให้มีการทดลองทางคลินิก (clinical trial) เพิ่มเติม เราจึงคาดการที่ทั่วโลกจะเขาถึงวัคซีนต้านโควิด-19 จะล่าช้าออกไปจากไตรมาส 2/2564 เป็นไตรมาส 3/2564 อย่างไรก็ดี เรายังคงสมมติฐานว่ารัฐบาลไทยจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวขาเข้าที่มีภูมิคุ้มกันเดินทางเข้ามาในประเทศได้ในไตรมาส 1/2564 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เรามีสมมติฐานจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าทั้งปี 2564 ที่สูงกว่าตัวเลขของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ 9 ล้านคน

ขณะที่ AOT รายงานจำนวนผู้โดยสารรวมทั้งเดือน ต.ค. ที่ลดลง 72% YoY จากจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศและในประเทศที่ลดลง 99.1% YoY และ 33.2% YoY ตามลำดับ โดยจำนวนเที่ยวบินทั้งหมดปรับลดลง 57.2% YoY จากคำสั่งห้ามเที่ยวบินพาณิชย์บินเข้าประเทศ (-89.2% YoY) ขณะที่เที่ยวบินในประเทศนั้นปรับลดลงไป 15.6% YoY อย่างไรก็ตามยังคงมุมมองบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว เราคาดว่าผลประกอบการของทั้งกลุ่มแตะระดับต่ำสุดแล้วในไตรมาส 2/2563 และคาดว่าจะขาดทุนน้อยลงในไตรมาส 3/2563 เราคาดว่าโรงแรมในยุโรปจะฟื้นตัวแข็งแกร่งกว่าโรงแรมในประเทศไทยจากสัดส่วนการท่องเที่ยวในประเทศที่มากขึ้น หุ้นเด่นของเราคือ CENTEL, MINT