3 หุ้นอาหารพร้อมเสิร์ฟล็อคดาวน์รอบ 2 โควิด-19 ดันยอดออเดอร์โต
เมื่อพูดถึงการระบาดของไวรัสโควิด19 ในรอบ 2 แล้วนั้นหลายคนคงจะไม่ค่อยชอบซักเท่าไหร่ เพราะได้มีประสบการณ์เรียนรู้ไปในครั้งแรกแล้วว่าการระบาดที่เกิดขึ้นมีผลเสียอย่างไรบ้าง เมื่อมีการระบาดหนักมากขึ้นจึงทำให้หลายประเทศต้องประกาศ Lock Down เป็นรอบที่ 2 ซึ่งในกลุ่มประเทศทวีปยุโรปหลายแห่งประกาศใช้มาตรการ Lock Down เป็นรอบที่ 2 กันแล้ว ดังนั้นธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์คงจะหนีไม่พ้นธุรกิจอาหารที่คนยังต้องบริโภค
ยกตัวอย่างเช่น ที่ประเทศอังกฤษนายกรัฐมนตรีนายบอริส จอห์นสัน ประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศในอังกฤษเป็นครั้งที่ 2 เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงยิ่งขึ้น โดยยืนยันว่า นี่เป็นขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่แพทย์ NHS รับมือสถานการณ์ไม่ไหวจนเกิดหายนะทางการแพทย์ ภายใต้มาตรการดังกล่าว ร้านค้าและบริการที่ไม่สำคัญเช่น ผับ, บาร์ และร้านอาหาร จะถูกปิดเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 5 พ.ย. เป็นต้นไป
ขณะที่ประเทศอิตาลี ยกระดับมาตรการควบคุมทางสังคมขึ้นอีกขั้น เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังจากในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาของวันที่ 31 ต.ค.63 พบผู้ป่วยใหม่ 31,756 ราย นับเป็นสถิติรายวันสูงสุดตั้งแต่มีการแพร่ระบาดเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มาตรการดังกล่าว เป็นมินิล็อกดาวน์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. ถึงวันที่ 24 พ.ย.นี้ เป็นอย่างน้อย โดยโรงภาพยนตร์ โรงละคร โรงยิม และสระว่ายน้ำต้องปิดให้บริการ ขณะที่ร้านอาหารและบาร์ต้องปิดให้บริการหลังเวลา 18.00 น.
ส่วนที่ประเทศเยอรมนี มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มียอดสะสมรวม 5.32 แสนราย โดยมาตรการของรัฐบาลเยอรมนีจะมีผลตลอดเดือน พ.ย.นี้ โดยจะเริ่มต้นในวันที่ 2 พ.ย. ใน 11 เมืองใหญ่ในเยอรมนี ส่วนใหญ่เน้นไปที่การปิดธุรกิจที่มีความเสี่ยงหรือไม่จำเป็น เช่นการปิดบาร์ ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ ไปจนถึงสถานบริการอาบ อบ นวด ส่วนร้านค้า ยังผ่อนผันให้เปิดบริการได้ แต่ต้องจำกัดจำนวนคนที่จะเข้าไปซื้อ
แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีการปิดเมือง Lock Down แต่ผู้คนก็ยังต้องบริโภค ซึ่งเมื่อร้านอาหารปิดให้บริการ หรือมีการจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ จึงส่งผลให้ผู้คนจะต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตด้วยการเลือกปรุงอาหารด้วยตนเองดังนั้นวัตถุดิบที่ใช้ปรุง รวมถึงอาหารประเภทสำเร็จรูป หรืออาหารที่เป็นทางเลือกแบบใหม่คล้ายกับเนื้อสัตว์ที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์
ทาง Wealthy Thai ได้รวบรวมกลุ่มอาหารสำเร็จรูปและเครื่องปรุงที่ได้รับอานิสงส์จากการประกาศ Lock Down รอบที่ 2 ได้แก่ บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO ,บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU และบริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF
โดยผู้บริหารของ XO ระบุว่า จะได้อานิสงส์จากเหตุการณ์ล็อกดาวน์รอบสองของยุโรป ทั้ง อิตาลี อังกฤษ สาธารณรัฐเช็ก เบลเยี่ยม เยอรมนี และในหลายประเทศที่เข้าสู่วงจรใหม่ของการระบาด ทำให้ธุรกิจร้านอาหารต้องปิดให้บริการ สนับสนุนให้ประชาชนต้องทำอาหารทานเองที่บ้านต่อเนื่อง ทำให้สินค้ากลุ่มซอสและเครื่องปรุงรสของบริษัทฯ ซึ่งได้รับความนิยม มีคำสั่งซื้อเข้ามาและเตรียมรอส่งยาวจนถึงสิ้นปีนี้ โดยลูกค้ากลุ่มหลัก มาจากทวีปยุโรป คิดเป็นสัดส่วนกว่า 83%
บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) มองว่า การที่ผู้บริหารยืนยันว่าแนวโน้มรายได้ในไตรมาส3/63 ยังสดใสและจะทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกไตรมาส รวมถึงยังให้มุมมองที่ดีในไตรมาส4/63 เพราะยังได้อานิสงส์เชิงบวกจาก COVID-19 อัตราการใช้กำลังการผลิตยังสูงขึ้นและเป็นบวกต่อมาร์จิ้นส่งผลให้มีแนวโน้มที่กำไรครึ่งหลังปี 63 จะดีกว่าครึ่งปีแรก จึงยังแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 11.60 บาท
ขณะที่หุ้น TU บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ความต้องการบริโภคอาหารทะเลแปรรูปโดยเฉพาะทูน่ากระป๋องจะยังแข็งแกร่งต่อในปีหน้า ขณะที่ความต้องการอาหารทะเลแช่เย็นแช่แข็งจะปรับตัวดีขึ้นหลังจากธุรกิจร้านอาหารกลับมาเปิดบริการอีกครั้ง นอกจากนี้ผลการดำเนินงานของ Red Lobster มีแนวโน้มฟื้นตัวดีในปีหน้า โดยฝ่ายวิเคราะห์ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 19.60 บาท จากเดิม 17.60บาท
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่า NRF จะมีกำไรไตรมาส3/63 อยู่ที่ 40 ล้านบาท และจะมียอดขาย390 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทมียอดส่งออกที่มีคำสั่งซื้อรองรับแล้วถึง กลางปี 64 ได้อานิสงจากอุปสงค์จากการทำอาหารเองที่บ้านเนื่องจากการระบาดของ COVID-19 ผลประกอบการไตรมาส3/63 หากรายงานออกมาตามคาด จะส่งผลให้กำไร 9 เดือน เท่ากับที่คาดการณ์ทั้งปี และจะต้องมีการปรับกำไรทั้งปีขึ้นอีก 25% ดังนั้นยังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 8 บาท
