SCBS มองกรอบดัชนีปีนี้ 1,550-1,750 จุด แนะลงทุน 10 หุ้นเด่น รับเทรนด์ธุรกิจโลกยุคใหม่
ตลาดหุ้นวันนี้ (6 ม.ค. 2565) ปรับตัวลงแรงจากความกังวลธนาคารกลางสหรัฐอาจขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่าคาดและจำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 สายพันธุ์ Omicronในไทยที่พุ่งสูงขึ้น โดยนายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ Chief Research Officer บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBS กล่าวว่า ที่ตลาดหุ้นปรับลงแรงมาจากการสะท้อนการระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์ Omicron โดยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 มาจนถึงปัจจุบันตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้น ซึ่งตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นไปแตะระดับ 1,675 จุด เนื่องจากตอนแรกคนคิดว่า Omicron จะไม่ไป Overload โรงพยาบาล แต่คนลืมมองไปว่าปริมาณของคนที่ติดมากขึ้นก็เป็นโอกาสที่จะทำให้โรงพยาบาล Overload ได้เช่นกัน เพราะคนติดน้อยก็ไปโรงพยาบาลน้อย เมื่อติดมากก็มีโอกาสที่จะไปมาก นี่คือประเด็น ถึงแม้จะเป็นการพักรักษาตัวไม่นานก็ตาม ซึ่งตอนนี้เริ่มเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้วานนี้ตลาดหุ้นอเมริกาปรับตัวลง และวันนี้ไทยก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นแรงเช่นกัน ดังนั้นจึงมองว่าที่ตลาดหุ้นปรับลงแรงวันนี้มาจากการรับรู้ Omicron
“เงินเฟ้อไม่น่ากลัวเท่ากับมุมมองของธนาคารกลางสหรัฐว่าประเมินเงินเฟ้อน่ากังวลแค่ไหน อัตราดอกเบี้ยขึ้นได้ แต่ต้องเป็นการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากปรับขึ้นแรงเกินตลาดหุ้นอาจได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเริ่มปรับลดลงในครึ่งหลังปี 2565 ซึ่งหากในช่วงครึ่งปีหลังเงินเฟ้อไม่ปรับลดลงจะเป็นความเสี่ยงต่อการลงทุนทั่วโลก” นายสุกิจ กล่าว
หากคุม Omicron ไม่ได้ GDP ไทยอาจโตเพียง 2.6%
สำหรับภาพรวมในปี 2565 ประเมินว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีโอกาสกลับเข้าสู่ช่วงก่อนเกิดการระบาด ซึ่งหมายถึง อัตราการเติบโตของ GDP ในระดับที่มีเสถียรภาพ อัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะชะลอตัวลง อัตราดอกเบี้ยที่เริ่มปรับตัวขึ้น การเพิ่มภาษีขึ้นบ้าง เพื่อสร้างสมดุลให้กับฐานะการเงินของรัฐบาล และสุดท้าย คาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นจะลดลงจากปี 2564
โดยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (DM) จะชะลอตัว โดย IMF ประเมินว่า GDP จะเติบโต 4.5% ในขณะที่คาดว่าอัตราการขยายตัวของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) จะฟื้นตัวในครึ่งปีหลังปี 2565 โดย IMF ประเมินว่า GDP จะเติบโต 5.1% โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเปิดประเทศได้มากขึ้น หลังจากประชาชนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนมากขึ้นซึ่งจะส่งผลธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและบริการฟื้นตัวขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยชดเชยกับการลดลงของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคในช่วงการระบาดของ COVID-19 ในปี 2563-2564 ได้บ้าง อย่างไรก็ตาม การระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 สายพันธุ์ Omicron ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้การคาดการณ์เศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่คาด
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย “มองบวกอย่างระมัดระวัง” ปี 2565 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวกลับมาเติบโต 3.6-4.0% จากที่หดตัวลง 6.1% ในปี 2563 และเติบโต 1.0% ในปี 2564 ทั้งนี้ คาดว่าการส่งออกปี 2565 จะเติบโต 2% GDP จะเติบโต 3.6 – 4.0% และนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวน 8 ล้านคน ด้านกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโต 6% ในปี 2565 โดยได้รับแรงหนุนจาก GDP ที่เติบโต 3-4% SCBS ประเมินผลตอบแทนของ SET Index ได้ที่ 5% ภายในสิ้นปี 2565 และ 8% เมื่อรวมเงินปันผล
ในกรณีเลวร้ายหากไม่สามารถควบคุมการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ Omicron ได้ภายในไตรมาส 1/65 อาจส่งผลให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงเหลือ 2.6% (กรณีเลวร้ายที่สุด) ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสเติบโตใกล้ 0%
10 หุ้นเด่นน่าลงทุนในปี 65
ด้านกลยุทธ์การลงทุน ประเมิน SET Index ปี 2565 อิงกับปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ 1,660 จุด และ คาดจะมีกรอบการเคลื่อนไหวบริเวณ 1,550-1,750 จุด โดยแนะนำลงทุนในหุ้นเติบโตที่ราคาสมเหตุสมผล แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1.หุ้นที่คาดว่าผลการดำเนินงานจะกลับมาเติบโตได้ดีตามวัฏจักรเศรษฐกิจและการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ได้แก่ KBANK, AMATA, ZEN, LH และ GULF
และ 2. หุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดด ได้รับประโยชน์จากเทรนด์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจของโลกยุคใหม่ ได้แก่ DELTA, ADVANC, ONEE, SECURE และ XPG
