Official Update :

TU กำลังสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการระดมทุนผ่าน ‘Blue Finance’

การใช้กลไกทางเงินเพื่อการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ถือเป็นเรื่องที่ทุกประเทศและทุกองค์กรเอกชนได้ดำเนินการเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ตลอดในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาสมาชิกหลายประเทศทั่วโลกได้ตระหนักและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืนเคียงข้างกันไป ด้วยความคิดที่ว่าธุรกิจเติบโตได้นั้นจะต้องเติบโตพร้อมกับความยั่งยืนทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม


เช่นเดียวกับที่ทางบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ที่ให้ความสนใจและใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากจะเป็นบริษัทอาหารทะเลของคนไทยที่เติบโตในระดับโลกแล้ว ไทยยูเนี่ยนยังมองว่า การดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบคือหัวใจสำคัญของธุรกิจ โดยเฉพาะความยั่งยืนของทะเล เพราะถือคติว่าหากไม่มีทะเลแล้วก็จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจอาหารทะเลได้



ผู้ผลิตทูน่าบรรจุกระป๋องใหญ่สุดของโลก

ก่อนที่จะลงลึกถึงรายละเอียดว่าไทยยูเนี่ยน ได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหนนั้น และมีเป้าหมายกลยุทธ์การเงินที่ส่งเสริมความยั่งยืนได้อย่างไร เราจะพาไปรู้จักไทยยูเนี่ยนกันให้มากขึ้นกว่านี้ TU หรือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 2520 เริ่มจากโรงงานผลิตอาหารทะเลบรรจุกระป๋องในมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร 


ปัจจุบัน ไทยยูเนี่ยน ถือได้ว่าเป็นผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลกและหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตทูน่าบรรจุกระป๋องที่ใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยยอดขายในปี 63 กว่า 132.4 พันล้านบาท (4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และแรงงานทั่วโลกมากกว่า 40,000 คน ที่ทุ่มเทให้กับการบุกเบิกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่สร้างสรรค์และยั่งยืน


ไทยยูเนี่ยนเป็นเจ้าของแบรนด์ทั่วโลก ประกอบด้วย แบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาดโลกอย่าง Chicken of the Sea, John West, Petit Navire, Parmentier, Mareblu, King Oscar และ Rügen Fisch รวมทั้งแบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ ซีเล็ค ฟิชโช คิวเฟรช โมโนริ เบลลอตต้า และมาร์โว่ นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบอาหารภายใต้แบรนด์ UniQ™BONE และ UniQ™DHA และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพแบรนด์ ZEAvita.


ดำเนินงานใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่

1) กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและบรรจุภัณฑ์อื่นๆ


2) กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น


3) กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทครองตลาดหลักๆ ทั่วโลกซึ่งประกอบด้วย อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ไทย และประเทศในภูมิภาคเอเชีย มีฐานการผลิตกระจายอยู่ 14 ประเทศทั่วโลก


รวมทั้งมีเครือข่ายในการจัดหาวัตถุดิบผลิตและเครือข่ายการกระจายสินค้าครอบคลุมทั่วโลก นอกจากนี้จะเห็นได้ว่า ไทยยูเนี่ยนมียอดขายหรือตลาดกระจายตัวอยู่ทั่วโลก โดยตลาดหลักอยู่ที่อเมริกาเหนือ (สหรัฐอเมริกาและแคนาดา) 44% และยุโรป 29% ในขณะที่ยอดขายในประเทศไทยมีสัดส่วนที่ 10% และตลาดอื่นๆ อีก 17% ของยอดขายทั้งหมด


ขณะที่ผลการดำเนินงานสำหรับ 9 เดือนแรก ของปี 2564 ก็สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นบริษัทชั้นนำอันดับต้นๆของโลกด้วยการมียอดขายยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็น 102,547 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% เทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 63 และมีกำไรสุทธิของบริษัทสะสม 9 เดือนที่ 6,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 2563 ทั้งนี้ยอดขายจากธุรกิจหลักยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและรักษาอัตรากำไรได้ในระดับสูง ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและสถานการณ์โควิด-19



“ไม่มีทะเล..ก็อยู่ไม่ได้”

นอกจากจะเป็นบริษัทอาหารทะเลของคนไทยที่เติบโตในระดับโลกแล้ว ไทยยูเนี่ยน มองว่าการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบคือหัวใจสำคัญของธุรกิจ โดยเฉพาะความยั่งยืนของทะเล เพราะถือคติว่าหากไม่มีทะเลแล้วก็จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจอาหารทะเลได้


โดยในปี 2558 ไทยยูเนี่ยนเปิดตัวกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน SeaChange® ให้ความสำคัญคือการดูแลแรงงานทั้งในบริษัทเองและห่วงโซ่อุปทานให้มีการจ้างงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย  มีการจัดหาวัตถุดิบอย่างโปร่งใส การผลิตต่างๆ มีความรับผิดชอบ


แน่นอนที่สุด  สิ่งเหล่านี้ต้องทำอย่างเป็นรูปธรรม มีนโยบายบริษัทและขั้นตอนการทำงานชัดเจน เน้นความโปร่งใสเป็นสำคัญ และที่สำคัญคือความร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ  ซึ่งการทำงานด้านความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยนเป็นรูปธรรมและลงมือทำจริงจนสามารถนำมาเป็น KPI ที่เชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อและหุ้นกู้ Blue Finance


สำหรับความหมายของ ‘Blue Finance’ ในที่นี้คือ การเงินที่ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability Linked Financings) คือเครื่องมือทางการเงินชนิดใดก็ได้ที่ทางผู้ออกได้ตกลงในข้อกำหนดว่าจะต้องมีเป้าหมายด้านความยั่งยืน หรือ ESG ที่มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อการพัฒนาด้านความยั่งยืนและเป็นเป้าหมายที่ท้าทายที่ต้องดำเนินให้สำเร็จตามเป้าในช่วงอายุของเครื่องมือทางการเงินนั้นๆ ซึ่งผลสำเร็จหรือไม่สำเร็จตามเป้าหมายจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยที่จะจ่ายให้กับนักลงทุน 


การเงินที่ส่งเสริมความยั่งยืนจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ไทยยูเนี่ยนสามารถทำงานกับสถาบันการเงิน เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์มหาสมุทร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจของไทยยูเนี่ยน ในขณะเดียวกันไทยยูเนี่ยนยังคงตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและมีสารอาหารตามหลักโภชนาการ และ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเรียกการเงินในส่วนนี้ว่า Blue Finance



‘Blue Finance’ ของไทยยูเนี่ยน

โดยในปี 2564 ไทยยูเนี่ยนได้เริ่มก้าวสู่ Blue Finance ด้วยซีรีย์ของสินเชื่อและหุ้นกู้ที่ส่งเสริมความยั่งยืน นับเป็นการก้าวจากการจัดหาเงินแบบดั้งเดิมไปสู่ Blue Finance ซึ่งเป็นการบริหารการเงินของธุรกิจที่มีโครงการต่างๆ ในการดูแลมหาสมุทรและอุตสาหกรรมอาหารทะเลในภาพรวม


อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อและหุ้นกู้นั้นกำหนดให้เชื่อมโยงกับตัวบ่งชี้และเป้าหมายผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และหากสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง  สำหรับไทยยูเนี่ยนตัวบ่งชี้การดำเนินงานที่ตั้งไว้ได้แก่ 1) การได้รับการจัดอันดับในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์หรือ DJSI ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง 2) การลดปริมาณความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมาย และ 3) บริษัทต้องซื้อปลาจากเรือที่มีเครื่องมือการตรวจสอบอิเล็คทรอนิคส์และ/หรือผู้ตรวจสอบความโปร่งใสของซัพพลายเชนในจัดหาปลาทูน่าทั่วโลก



 
Blue Finance’ จะเป็นแหล่งเงินทุนหลักของไทยยูเนี่ยน

จุดแข็งของการบริหารการเงินของไทยยูเนี่ยน คือการเป็นผู้นำในตลาด โดยไทยยูเนี่ยนเติบโตจนปัจจุบันเป็นบริษัทอาหารทะเลชั้นนำระดับโลก โดยมีสินค้าที่หลายหลาย ในตลาดหลักๆ ทั้งอเมริกาและยุโรป ตลอดจนฐานการผลิตทั่วโลก ซึ่งช่วยเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งและสนับสนุนซึ่งกันและกัน


ไทยยูเนี่ยนมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรอยู่ที่ระดับ “A+” แนวโน้ม “บวก” หรือ “Positive เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 จากทริสเรตติ้ง และที่ระดับ “A-“ แนวโน้ม “คงที่” หรือ “Stable” (ซึ่งเป็นอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกับประเทศไทย)  เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 จาก Japan Credit Rating Agency, Ltd. หรือ JCR ซึ่งแสดงถึงสถานะทางการตลาดที่เข้มแข็งของไทยยูเนี่ยนในฐานะผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูปชั้นนำของโลกที่มีสถานะการเงินและธุรกิจที่แข็งแกร่งและมั่นคง


การดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน บริษัทให้ความสำคัญกับงานด้านความยั่งยืนของบริษัท ด้วยกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของบริษัทหรือ SeaChange® ในการทำหน้าที่เป็นผู้บุกเบิกและสร้างมาตรฐานให้กับอุตสาหกรรมอาหารทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 ไทยยูเนี่ยนได้รับการจัดอันดับเข้าเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ DJSI เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน และได้รับการจัดอันดับอยู่ที่อันดับหนึ่ง ในดัชนี Seafood Stewardship Index (SSI) เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน


อีกทั้งไทยยูเนี่ยนอยู่ในธุรกิจอาหารทะเลมากว่า 40 ปี มีทีมผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ โดยสามารถบริหารงานให้บริษัทเติบโตได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะมีวิกฤตอะไรเกิดขึ้น กำไรยังคงมีความเติบโต และมีอัตราเงินปันผลที่ดี


แม้ที่ผ่านมาไทยยูเนี่ยนจะมีฐานเงินทุนที่ดีมากอยู่แล้ว แต่ในอนาคตหากต้องการมีความแข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาแหล่งเงินทุนที่มีศักยภาพเพิ่มเติม โดยแผนในการจัดหาเงินทุนเพื่อประโยชน์ต่อมหาสมุทร – และอุตสาหกรรมอาหารทะเลโดยรวม หรือ Blue Finance โดยภายในปี 2565 บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) เป็นร้อยละ 50 ของสัดส่วนหนี้สินระยะยาวทั้งหมดของบริษัท และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 75 ในปี 2568



ประโยชน์ที่ได้จากแหล่งเงินทุน
‘Blue Finance’

แหล่งเงินทุนประเภท Blue Finance เสริมสร้างความแข็งแกร่งและประโยชน์ให้กับไทยยูเนี่ยน จากแนวโน้มการลงทุนหรือให้เงินกู้ยืมกับกิจการที่มุ่งเน้นการพัฒนาด้านความยั่งยืนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้กว้างขึ้นและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ดีขึ้น


ในช่วงที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนได้ดำเนินการตามแผนงานทั้งหมดนั้น จะทำให้ภายในเดือนมกราคม 2565 จะบรรลุเป้าหมายที่ในการจัดหาเงินทุน Blue Finance ได้ครึ่งหนึ่ง หรือมากกว่า 27,000 ล้านบาท) ของการจัดหาเงินทุนระยะยาวของ ทั้งหมดตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและส่งเสริมด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีความยืดหยุ่นในการจัดสรรเงินให้สอดคล้องกับความต้องการและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสถาบันการเงินต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จะช่วยขับเคลื่อนและสร้างจิตสำนึกที่ดีของการสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกฝ่ายงานภายในองค์กร