ซื้อ หรือ ไม่ซื้อ ? 2 หุ้น IPO จ่อคิวเข้าเทรดเดือนพ.ย.นี้
แม้สถานการณ์ตลาดหุ้นจะมีปัจจัยกดดันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการระบาดของ COVID-9 ที่ยังไม่มีท่าทีจะผ่อนคลาย จนหลายๆประเทศในยุโรป ประกาศมาตรการณ์ lockdown อีกครั้ง ขณะที่ประทศไทยก็ยังมีสถานการณ์การเมืองที่ยังคงความร้อนแรง ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย ถือเป็น Sentiment เชิงลบต่อตลาดหุ้น แต่มี 2 หุ้นน้องใหม่ ตัวล่าสุดที่ได้ฤกษ์ดีเคาะราคาไอพีโอแล้ว อย่างRT และ SABUY
เริ่มจากRT หรือ บริษัท ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง จำกัด (มหาชน)ผู้ให้บริการรับเหมาก่อสร้างงานภาครัฐและเอกชน โดยรับเหมาก่อสร้างด้านด้านวิศวกรรมโยธา และธรณีเทคนิค เช่น งานโครงสร้างใต้ดิน งานระเบิดหิน งานขุดเจาะโดยไม่ใช้ระเบิด งานพัฒนาเหมือง งานเจาะสำรวจ งานคอนกรีตโครงสร้าง ตัวอย่างงานให้บริการ ได้แก่ สร้างอุโมงค์ สร้างเขื่อน สร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ สร้างท่อลอดใต้ดิน เป็นต้น ซึ่งมีแผนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
โดยนายวิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนกล่าวว่า RT จะทำการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 300 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท ในราคาเสนอขายหุ้นละ 1.92 บาท โดยเสนอขายระหว่างวันที่ 3 - 5 พ.ย.2563 และเตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในเดือน พ.ย.นี้ โดยจะใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ในการซื้อขายว่า “RT”
ทั้งนี้ราคาเสนอขายหุ้นละ 1.92 บาท พิจารณาจากอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) เท่ากับ 9.20 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลัง ซึ่งมีกำไรสุทธิเท่ากับ 229.47 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ ซึ่งเท่ากับ 1,100 ล้านหุ้น (Fully Diluted) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings Per Share) เท่ากับ 0.21 บาท เมื่อเทียบกับหุ้นที่ประกอบธุรกิจคล้ายกันเช่น SEACO มีมี P/E ย้อนหลัง 3 เดือน 11.5 เท่า ขณะที่ PYLON มีค่า P/E ย้อนหลัง 3 เดือนที่ 10.3 เท่า ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มฐานรากเหมือนกันกับ RT
ดังนั้นจากระดับราคาดังกล่าว ถือเป็นระดับราคาที่มีความน่าสนใจลงทุน เนื่องจากบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี ทั้งโอกาสการเติบโตของธุรกิจ และมีความพร้อมในการขยายธุรกิจรองรับการเติบโตในอนาคต อีกทั้งบริษัทยังมีนโยบายการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังจากหักสำรองต่าง ๆ เชื่อว่าการเปิดจองหุ้น IPO จะได้รับความสนใจและมีกระแสตอบรับที่ดี
ด้านนายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ RTเปิดเผยว่า RT เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างด้านวิศวกรรมโยธาและธรณีเทคนิคที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง โดยธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการลงทุนของภาครัฐตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจงานโครงสร้างพื้นฐานในหลายโครงการ อาทิ ระบบขนส่งราง งานถนน ระบบบริหารจัดการน้ำในประเทศ ซึ่งงานก่อสร้างเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานมีมูลค่างานสูงและเป็นงานที่มีการก่อสร้างต่อเนื่อง ต้องอาศัยความรู้ความสามารถจากบริษัทที่มีประสบการณ์และความชำนาญ จึงคาดว่า RT จะมีโอกาสรับงานและสามารถสร้างการเติบโตได้ภายหลังระดมทุน IPO
นายเสกสรรค์ ธโนปจัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร APM ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินกล่าวว่า RT มีความชำนาญและมีประสบการณ์อันยาวนานกว่า 20 ปี ในงานรับเหมาก่อสร้างด้านงานวิศวกรรมโยธา และธรณีเทคนิค โดยเฉพาะงานก่อสร้างอุโมงค์และโครงสร้างใต้ดิน งานเขื่อน งานโรงไฟฟ้าพลังน้ำ งานท่อลอดใต้ดินด้วยวิธีดันท่อและดึงท่อแนวนอน
โดยรับเหมาก่อสร้างให้กับภาครัฐ เช่น กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน อาทิ โครงการอุโมงค์รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ จ.นครราชสีมา โครงการอาคารประกอบอุโมงค์ส่งน้ำ-แม่แตง จ.เชียงใหม่ โครงการบ่อพักและท่อร้อยสายร่วมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง กรุงเทพมหานคร โครงการงานขยายถนนจาก 2 เลนเป็น 4 เลน หนองหาน-พังโคน จ.สกลนคร โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก จ.เลย งานก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำและงานปรับปรุงฐานรากเขื่อน Duantri ประเทศกัมพูชาและงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น งานป้องกันและเสริมเสถียรภาพทางลาด งานขุดดินและหินทั้งแบบใช้ระเบิดและไม่ใช้ระเบิด งานเจาะสำรวจธรณีวิทยา งานปรับปรุงฐานรากด้วยวิธีอัดฉีดน้ำปูน งานถนนและสะพาน งานประตูระบายน้ำ และงานวางรางรถไฟ เป็นต้น
ซึ่ง RT มีความพร้อมในการรับงานและการขยายธุรกิจในอนาคต สามารถเป็นได้ทั้งผู้รับเหมาโดยตรง และผู้รับเหมาช่วง ที่ผ่านมาได้รับความไว้วางใจจากทั้งหน่วยงานราชการ หน่วยงานเอกชน รวมไปถึงผู้ว่าจ้างจากต่างประเทศให้ดำเนินงานในโครงการต่าง ๆ

ขณะที่SABUY หรือ บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)ซึ่งประกอบธุรกิจ แบ่งเป็น 1.ให้บริการธุรกรรมทางการเงินผ่านตู้เติมเงินอัตโนมัติ การจำหน่ายตู้เติมเงินอัตโนมัติทั้งในรูปแบบการชำระด้วยเงินสดและเงินผ่อน และให้บริการตู้เติมเงินอัตโนมัติในระบบแฟรนไชส์ (Franchise) ภายใต้เครื่องหมายการค้า “เติมสบายพลัส”2. การจำหน่ายเครื่องดื่มและอาหารสำเร็จรูปผ่านตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “เวนดิ้ง พลัส” 3. ให้บริการติดตั้งและวางระบบศูนย์อาหาร รวมถึงการให้บริการจัดการศูนย์อาหารพร้อมการจ้างบำรุงรักษาซ่อมแซมศูนย์อาหาร และ4. ให้บริการชำระเงิน (Payment Service Provider / Facilitator) โดยมีแผนเข้าซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กลุ่มอุตสาหกรรม บริการ ในเดือน พ.ย.นี้
ทั้งนี้ได้กำหนดราคาไอพีโอที่ราคา 2.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) เท่ากับ 22.95 เท่า โดยคำนวณจากกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ซึ่งเท่ากับ 96.72 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วก่อนการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (Pre Diluted) จำนวน 887,982,700 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.11 บาทต่อหุ้น
โดย SABUY มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 40.00 ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการภายหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และเงินสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทฯ แต่จะต้องไม่มีขาดทุนสะสมในส่วนของผู้ถือหุ้น
นายชูเกียรติ รุจนพรพจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (หรือ) SABUYกล่าวว่า บริษัทได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 157.02 ล้านหุ้น หรือ 15% ของทุนจดทะเบียน 1,050 ล้านบาท (หลังจากขายหุ้นเพิ่มทุน) ที่ราคา 2.50 บาท/หุ้น คิดเป็นมูลค่าการระดมทุนประมาณ 392,550,000 บาท
โดยบริษัทฯ มีวัตถุประสงค์หลักจะนำเงินจากการเพิ่มทุน เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายกิจการต่างๆ อาทิ โครงการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money Service) โครงการติดตั้งเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โครงการให้บริการระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์แก่ศูนย์อาหารและร้านค้า โครงการขยายศูนย์กระจายสินค้า ตลอดจนโครงการเพิ่มตู้ขายสินค้าอัตโนมัติซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง เพื่อสร้างการเติบโตให้บริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองต่าง ๆ ตามกฎหมาย
SABUY เป็น 1 ใน Growth Tech Company ที่มีแผนสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 นี้ “SABUY” มีผลประกอบการเติบโตสูง สวนทางสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ถดถอยอย่างรุนแรง จากผลกระทบจากวิกฤติไวรัส โควิด-19 โดยในงวดครึ่งปีแรกปี 2563 นี้ บริษัทฯ มีรายได้รวม 720 ล้านบาท เติบโตขึ้น 21% และมีกำไรสุทธิ 46.27ล้านบาท เติบโตขึ้น 530% จากงวดครึ่งปีแรกปี 2562 ที่บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 7.4 ล้านบาท จากรายได้รวม 593 ล้านบาท
โดยรายได้จากธุรกิจตู้ขายสินค้าอัตโนมัติเติบโตสูงขึ้น ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ทำให้อัตรากำไรสุทธิ ( Net profit margin) ของ SABUY เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า จาก 1.2% เป็น 6.4% ในงบครึ่งปีแรกปีนี้ ซึ่งบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะเพิ่มความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ด้านการจำหน่ายสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น และ การลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
ด้านนายรัฐชัย ธีระธนาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัท หลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญของ SABUYกล่าวว่า “หุ้นไอพีโอ “SABUY” ได้รับความสนใจอย่างสูงจากการโรดโชว์สถาบันการเงินต่างๆ และกลุ่มนักลงทุนรายย่อย โดยนักลงทุนสถาบันการเงินได้แสดงความสนใจในการจองซื้อหุ้นไอพีโอผ่านการทำบุ๊คบิ้ลดิ้ง ซึ่งราคาหุ้นไอพีโอในราคาหุ้นละ 2.50 บาทเป็นราคาที่เหมาะสม สำหรับ “SABUY” ซึ่งจัดเป็น Growth Tech Stock หรือ หุ้นเทคโนโลยีที่มีอัตราการเติบโตสูงในอนาคต และมี Business Model ที่ดีและพิสูจน์แล้วว่าสร้างผลกำไรได้อย่างมั่นคง
นอกจากนี้ SABUY มี Eco System ของตนเอง และมีแผนการขยายธุรกิจที่จะสร้างการเติบโตอย่างสูง โดยที่สำคัญ ทีมผู้บริหารระดับสูงของ SABUY เป็นทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์ระดับสูงจากธนาคารระดับโลก และ ธนาคารชั้นนำของไทย ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอย่างสูง และ ความเข้าใจในอุตสาหกรรมด้าน E-Banking และ Commerce เป็นอย่างดี อีกทั้ง SABUY ยังมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีทุนจดทะเบียนสูงถึง 1,050 ล้านบาท มีอัตรากำไรขั้นต้นและ อัตรากำไรสุทธิสูง และ มีอัตราหนี้สินต่อทุนต่ำ จึงมีโอกาสในการขยายกิจการด้าน Commerce & Payment Solutions ได้อีกมาก
ทั้งนี้บริษัท จะเปิดให้นักลงทุนทั่วไปจองซื้อได้ในระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2563 ผ่านกลุ่มบริษัทผู้จัดจำหน่าย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และมีกำหนดการจะเริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 นี้
ปัจจุบันบริษัทฯ มีบริษัทย่อยทั้งหมด 3 บริษัทคือ บริษัท เวนดิ้ง พลัส จำกัด (“VDP”) เป็นตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ เช่น เครื่องดื่ม ขนม และสินค้าต่างๆ ผ่านตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “เวนดิ้งพลัส” บริษัท สบาย มันนี่ จำกัด (“SBM”) เป็นผู้ให้บริการการชำระเงิน (Payment Service Provider / Facilitator) ภายใต้เครื่องหมายการค้า “สบาย มันนี่” และบริษัท สบาย โซลูชั่นส์ จำกัด (“SBS”) เป็นผู้ให้บริการติดตั้งระบบศูนย์อาหาร บริการระบบศูนย์อาหาร และบริการซ่อมแซมบำรุงรักษาระบบศูนย์อาหาร
