CIVIL เคาะราคาไอพีโอ 4.60 บาท เปิดรายย่อยจองซื้อ 19-21 ม.ค. ผ่าน 2 โบรกเกอร์นี้
ใกล้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว สำหรับหุ้นรับเหมาน้องใหม่อย่าง CIVIL หรือ บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) โดยนายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย CIVIL กล่าวถึงความคืบหน้าในการเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวน 200 ล้านหุ้นว่า ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอที่ 4.60 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดจากการสำรวจช่วงราคาจากนักลงทุนสถาบัน โดยจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อระหว่างวันที่ 19-21 ม.ค. นี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประมาณวันที่ 27 ม.ค. 2565
โดย CIVIL ได้ลงนามในสัญญาแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)
“นักลงทุนสถาบันให้การตอบรับและสนใจหุ้นของ CIVIL อย่างมาก เนื่องจากมองว่าบริษัทมีความเชี่ยวชาญและพื้นฐานในอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างมายาวนาน ได้รับการขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานภาครัฐให้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นสูง และมีความสามารถในการบริหารต้นทุน รวมถึงนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการโครงการก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ประมาณ 16 เท่า ซึ่งเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานและโอกาสเติบโตในอนาคต” นายพิเชษฐ กล่าว
ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุน CIVIL จะนำเงินไปลงทุนเพิ่มเติมในเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างเพิ่มประสิทธิภาพบริหารโครงการก่อสร้างให้มีความหลากหลายมากขึ้น ส่วนที่เหลือนำไปชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ
ด้านนายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CIVIL กล่าวว่า บริษัทยังมีโอกาสเติบโตอีกมากจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและโอกาสเข้าบริหารงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จากภาครัฐเพิ่มเติม ทั้งรูปแบบเข้าประมูลโครงการและจับมือพันธมิตรธุรกิจเพื่อร่วมบริหารโครงการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด หรือร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยบริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนงานจากภาคเอกชนเป็น 20% ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนจากงานภาคเอกชนเพียง 5% และที่เหลืออีก 95% เป็นงานที่มาจากภาครัฐ
สำหรับผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทมีรายได้รวม 3,736 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 170 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 4.56% โดยมีมูลค่าสัญญางานโครงการก่อสร้างที่รอส่งมอบ (Backlog) รวมถึงโครงการที่เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดถึงสิ้นเดือนธ.ค. 2564 ประมาณ 16,800 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นและอัตราการทำกำไรสุทธิในกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของบริษัทยังโดดเด่น ซึ่งสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของบริษัทในอุตสาหกรรมก่อสร้างที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีอัตราการทำกำไรขั้นต้น 9 เดือนแรกปี 2564 อยู่ที่ 11.08%
