2 หุ้นยางพาราแห่งปี กับผลงานที่โตแบบไม่หยุด
หุ้นยางพารายังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากวอลุ่มการซื้อขายของหุ้นยอดนิยมอย่าง STA และ NER ที่เข้ามาไม่หยุด สะท้อนจากราคายางพาราคาที่ยังเคลื่อนไหวในระดับสูง เพราะความต้องการถุงมือยาง และน้ำยางข้นที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นผลบวกต่อแนวโน้มธุรกิจอีกด้วย
ทั้งนี้หุ้นยางพาราในตลาดหุ้นไทยมีอยู่หลายหลักทรัพย์ และก็มีความความนิยมสูงหลายหลักทรัพย์เช่นกัน อย่าง STA หรือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และNER หรือ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ยังคงถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง
โดย STA ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายยางธรรมชาติแบบครบวงจร (Full Supply Chain) ในหลากหลายประเทศ เริ่มตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำการทำสวนยางพาราในประเทศไทย ธุรกิจกลางน้ำการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ ทั้งยางแท่ง (TSR) ยางแผ่นรมควัน (RSS) และน้ำยางข้น (Concentrated Latex) รวมถึงธุรกิจปลายน้ำในการผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยาง และสินค้าสำเร็จรูป อาทิ ท่อไฮดรอลิกแรงดันสูง
สำหรับ STA ธุรกิจต้นน้ำ ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 มีพื้นที่ประมาณ 45,000 ไร่ สำหรับทำธุรกิจสวนยาง ครอบคลุมพื้นที่ 19 จังหวัดในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขต ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนธรุ กิจกลางน้ำ ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 มีกำลังผลิตทางวิศวกรรม 2.86 ล้านตันต่อปีจากโรงงานผลิตยางธรรมชาติทั้งสิ้น 36 แห่ง แบ่งออกเป็น 32 แห่งในประเทศไทย 3 แห่งในประเทศอินโดนีเซีย และอีก 1 แห่งในประเทศเมียนมา
สุดท้ายธุรกิจปลายน้ำตั้งเป้ากำลังผลิตถุงมือยางที่ 50,000 ล้านชิ้นต่อปีภายในปี 2565 และ 80,000 ล้านชิ้นต่อปีภายในปี 2567 โดย STGT เป็นหนึ่งในFlagship Company) ของกล่มุ STA ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 มีกำลังการผลิต 33,000 ล้ำนชิ้นต่อปีณ วันที่ 30 กันยำยน 2563
ส่วน NER ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มผู้ค้าคนกลาง โดยล่าสุดมีกำลังการผลิตทั้งหมด 465,000 ตัน
STA ดีมานด์ถุงมือยางสูง
โดยนักวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ระบุว่า STA แม้จะมีปัจจัยลบระยะสั้นเรื่องกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ ประกาศเรียกเก็บอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) เบื้องต้น สินค้ายางรถยนต์ที่นำเข้าจากประเทศไทยที่ 13.25-22.20% และจะมีการพิจารณาอีกครั้ง ภายหลังจากที่ได้มีการไต่สวนและได้รับข้อมูลจากภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 อีกครั้ง เข้ามากดดัน
แต่อย่างไรก็ตามเรามองผลกระทบเชิงบวกจากปริมาณความต้องการใช้ถุงมือยางทางการแพทย์ยังคงสูงตลอดทั้งปี 2564 ประกอบกับราคายางพาราในตลาด TOCOM ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 244.50 เยน/กิโลกรัม และเรามองมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่บริเวณ 250 เยน/กิโลกรัมได้ ยังคงมีมากกว่าเราจึงแนะนำซื้อ STA
ผลงานทำนิวไฮรอบ 10 ปี
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้ยังคงแนะนำ“ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 32 บาทโดยยังชอบ STA จากผลกระทบของมาตรการ AD ที่มีจำกัดและยังอาจได้คำสั่งซื้อเพิ่มจากอัตราภาษีของไทยที่ต่ำกว่าหากเทียบกับคู่แข่ง อีกทั้งแนวโน้มราคายางที่ปรับขึ้นยังเป็นส่วนสนับสนุนต่อการดำเนินงานในกลุ่มยางธรรมชาติให้ดีขึ้น นอกเหนือจากการดำเนินงานจาก STGT ที่ยังสดใสตามปริมาณและราคาขายที่ดี ราคาหุ้นปัจจุบันไม่แพงนักซื้อขายบน P/E เพียง 4 เท่าและยังให้ผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงราว 8%
ทั้งนี้ทางฝ่ายได้ปรับประมาณการผลการดำเนินงานปี 2563 ขึ้นจากเดิม เนื่องจาก แนวโน้มราคายางที่ปรับขึ้นโดยไตรมาส 4 คาดเพิ่มขึ้นราว 20% จากไตรมาสก่อน ตั้งแต่ช่วงต่ำสุดในเดือนมิ.ย. 63 ซึ่งจะทำให้ธุรกิจยางธรรมชาติมีกำไรเพิ่มขึ้นจากเดิม และการดำเนินงานของ STGT จะดีกว่าที่เคยคาดไว้เช่นกันทั้งจากปริมาณขายที่ยังดีต่อเนื่องตามคำสั่งซื้อที่ยังเพิ่มขึ้น
อีกทั้งในส่วนราคาขายยังสามารถปรับขึ้นมากกว่าต้นทุนวัตถุดิบทั้งราคาน้ำยางข้นและน้ำยางสังเคราะห์ที่เพิ่มขึ้น และยังได้ส่วนเพิ่มจากการปิดโรงงานถุงมือยางรายใหญ่ของโลกอย่าง Top Glove ทำให้แนวโน้ม มาร์จิ้นยังจะดีขึ้นจากไตรมาสก่อนและส่งผลให้การดำเนินงานปี 2563 จะทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี
ดังนั้นทางฝ่ายประมาณการยอดขายเพิ่ม 20%จากปีก่อน เป็น 72,573 ล้านบาท ภายใต้ปริมาณขาย 1.09 ล้านตัน ราคาขายเฉลี่ยลดลง 2% Y-Y จากและปรับ มาร์จิ้นขึ้นจากทั้งธุรกิจยางและตามการดำเนินงานที่ดีขึ้นของ STGT และปรับกำไรสุทธิเพิ่มเป็น 7,194 ล้านบาทจากขาดทุน 149 ล้านบาทในปี 2562
ส่วนประเด็นสหรัฐได้ประกาศอัตราภาษี AD ของยางล้อในกลุ่มรถยนต์นั่งและรถบรรทุกขนาดเล็กจากไทย, เวียดนาม, ไต้หวัน และเกาหลีใต้ซึ่งเป็น 4 ผู้ส่งออกยางรายใหญ่ในตลาดดังกล่าว หากพิจารณาจากตารางที่ 1 พบว่าอัตราภาษีนำเข้าของประเทศไทยต่ำสุดในกลุ่มผู้ส่งออกด้วยกัน
และจากข้อมูลการนำเข้าในช่วงปี 2560-2562 ซึ่งมีมูลค่าทั้งสิ้น 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการนำเข้าจากไทยเป็นอันดับ 1 คิดเป็นเกือบ 50% ของมูลค่าการนำเข้าในตลาดดังกล่าว ประกอบกับในช่วงปลายปีที่ผ่านมาบริษัทยางล้อขนาดใหญ่ในสหรัฐมีการปรับราคาขายขึ้นราว 5% เพื่อรองรับปัจจัยดังกล่าวแล้ว
ทั้งนี้ทางฝ่ายคาดว่าการขึ้นอัตราภาษี AD ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการของไทยจำกัดจากการที่ไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติอันดับ 1 ของโลก อีกทั้งปัญหาการเมือง, การขนส่งของไทยจะยุ่งยากน้อยกว่าผู้ผลิตยางอันดับ 2 อย่างอินโดนีเซียทำให้การย้ายฐานการผลิตไปที่อื่นจะไม่มากอย่างที่กังวล
สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานปี 2564 ทางฝ่ายคาดยังได้ปัจจัยหนุนหลักจากการดำเนินงานที่ดีของ STGT จากคำสั่งซื้อถุงมือยางธรรมชาติ (NR) มีถึงไตรมาส 1/65 ส่วนถุงมือยางสังเคราะห์ (NBR) มีถึงกลางปี 2566 ซึ่งจะรองรับการเติบโตของปริมาณขายได้ไม่ย่ากนักภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย
ขณะที่ราคาขายในครึ่งปีแรกคาดว่ายังดีกว่าในไตรมาส 4/63 อย่างน้อย 15% ซึ่งจะช่วยให้มาร์จิ้นยังใกล้เคียงกับปี 2563 ได้ ส่วนธุรกิจยางธรรมชาติคาดว่าแนวโน้มราคาขายในครึ่งปีแรกยังดีจากปัญหาการกรีดยางทำได้ยากขึ้น จากการขาดแคลนแรงงาน อีกทั้ง การนำยางธรรมชาติไปผลิตเป็นน้ำยางข้นที่เพิ่มขึ้น ยังเป็นปัจจัยหนุนให้ราคายางทรงตัวในระดับที่สูงต่อไป ส่วนปริมาณขายคาดจะเพิ่มเป็น 1.14 ล้านตันจากอุปสงค์ที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงปรับกำไรสุทธิปี 2564 เพิ่มเป็น 10,626 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 48% จากปี 2563
NER การผลิตเต็มกำลังตลอด 4 ไตรมาส
มาถึงทางด้าน NER ก็ไม่น้อยหน้า ล่าสุดนักวิเคระห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาระบุว่า NER ยังอยู่บนแนวทางที่ดี โดยคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมปี 2564 ที่ 5 บาท ซึ่งแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/63 ยังคงสดใส เติบโต 143.9% จากไตรมาสก่อน และเติบโต 199.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้เชื่อว่าแนวโน้มปี 2563-64 ยังคงเป็นไปตามเป้า
ทั้งนี้ไตรมาส 4/63 คาดว่า NER จะรายงานกำไรสุทธิ 371 ล้านบาท ขยายตัวถึง 143.9% จากไตรมาสก่อน และเติบโต 199.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้แรงผลักดันจาก ปริมาณขายตามคำสั่งซื้อก่อนหน้ากว่า 1.2 แสนตัน เติบโต 12.9% จากไตรมาสก่อน และ เติบโต 48.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
รวมทั้ง อัตรากำไรขั้นต้นคาดจะดีดขึ้นเป็น 12.7% จาก 9.3% ไตรมาสก่อน และ 7.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยอดขายในไตรมาสนี้ เกิดจากคำสั่งซื้อในช่วงไตรมาสก่อนซึ่งเป็นจังหวะที่ราคายางพาราเร่งตัวขึ้น ทำให้ NER ได้เปรียบในการกำหนดมาร์จิ้นที่ดีกว่าไตรมาส 2 และ 3
นอกจากนี้ NER ยังได้ประโยชน์จากขนาด (economies of scale) จากอัตราการใช้กำลังการผลิตเต็ม 100% อีกด้วย เทียบกับไตรมาสก่อนที่ราว 91% ผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิคาดแตะ 7.6% ดีที่สุดของปี 2563 แม้ว่าเงินสินไหมทดแทนไฟไหม้คลังสินค้าก่อนหน้าราว 20 ล้านบาท จะล่าช้าไปบันทึกในไตรมาส 1/64 ก็ตาม
ดังนั้นหากเป็นไปตามคาด กำไรปกติในปี 2563 จะปิดที่ 974 ล้านบาท เติบโต 115.4% จากปีก่อน และจะใกล้เคียงกับที่คาดไว้ ส่วนปี 2564 คาดกำไรจะเติบโตอีก +41.5% จากปี 2563 จากการผลิตเต็มกำลังตลอด 4 ไตรมาสเป็นครั้งแรก สอดรับเป้าขาย 4.5 แสนตัน เติบโต 26.1% จากปีก่อน และ มาร์จิ้นปี 2564 ที่คาดจะสูงกว่าปี 2563 ซึ่งประสบปัญหา COVID-19 ไป 2 ไตรมาส
ขณะที่ประเด็นผู้บริหารสูงสุดรายงานขายหุ้น 6.19% นั้น ผู้บริหารเผยว่าเป็นการจัดสรรภายในครอบครัว การดำเนินงานยังคงเป็นไปตามปกติ ส่วนประเด็นสหรัฐเตรียมขึ้นภาษียางรถยนต์สัญชาติจีนนั้น ผู้บริหาร เผยมีเพียงลูกค้าบางรายสัดส่วนไม่เกิน 11% ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ตลาดยางรถยนต์ในสหรัฐก็มีการปรับราคาขึ้นไปแล้วจากอุปสงค์ที่สูงมาก ทำให้ผู้ประกอบการจีนยังคงส่งยางไปแข่งขันได้ ทำให้ยอดคำสั่งซื้อยางมายัง NER ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามความเสี่ยง จะไปอยู่ที่ปี 2565 โดยผู้บริหารเผยกับเราว่า โครงการแผ่นรองวัวนอน อาจล่าช้าออกไป 6-12 เดือน จากปัญหา COVID-19 ทำให้ตลาดเป้าหมายในต่างประเทศได้รับผลกระทบ แต่เรามองว่าไม่น่ากังวลเนื่องจากคิดเป็นเพียงรายได้ 3% ของปี 2565 ส่วนราคาผลิตภัณฑ์ยังอยู่ในทิศทางเชิงบวกในปี 2564
