เสียงจากนักวิเคราะห์และผู้บริหารบจ.ไทย เมื่อเมียนมาอาจเสี่ยงถูกคว่ำบาตร!
ยังคงติดตามประเด็นเมียนมากันต่อหลังจาก หลังจากบริษัทระดับโลกอย่างโททาลเอนเนอร์ยี่ส์ อีพี เมียนมา ได้ประกาศถอนตัวการลงทุนออกไป ด้วยปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเมียนมา ทำให้เกิดกระแสที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการคว่ำบาตรเมียนมาหรือไม่ และจะมีผลต่อบริษัทในประเทศไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมาแค่ไหน?
ดั่งเช่นคำสะท้อนของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ได้ออกมาประเมินไว้บางช่วงบางตอนในรายงานการวิเคราะห์ PTTEP ว่า ในแง่ของด้านลบการถอนตัวของนักลงทุนต่างชาติยังบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ที่เพิ่มขึ้น ที่นานาชาติจะคว่ำบาตรเมียนมาในอนาคตอันใกล้นี้
เช่นเดียวกันกับ องค์กรช่วยเหลือนักโทษการเมือง (AAPP) ที่ได้ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับเมียนมาไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยระบุว่า นับตั้งแต่เหตุรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ปีที่ผ่านมา กองทัพเมียนมา ได้สังหารประชาชนไปกว่า 1,500 คน และมีประชาชนถูกจับกุมไปเกือบ 12,000 คน ขณะที่สหรัฐได้ออกมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่กับบุคคลชาวเมียนมา 7 ราย และองค์กรอีก 2 แห่งที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลทหารด้วย
ส่วนทางด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึง ตัวเลขส่งออกผ่านการค้าชายแดนและผ่านแดนทั้งปี 64 โดยเมียนมา เพิ่มขึ้น 109.24% คิดเป็นมูลค่า 122,086 ล้านบาท พร้อมยังระบุอีกว่า สถานการณ์การเมืองเศรษฐกิจในเมียนมา อาจมีผลกระทบต่อตัวเลขการส่งออกสินค้าชายแดนไทยไปเมียนมาได้ โดยเฉพาะนโยบายการลดการใช้เงินตราต่างประเทศของเมียนมา เพื่อควบคุมการนำเข้าเพื่อลดปัญหาการขาดดุลการชำระเงินของเมียนมา
อย่างไรก็ตาม Wealthy Thai ได้ทำการสอบถามไปยังนายฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN หนึ่งในเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในเมียนมา ที่เล่าว่า ประเด็นการเมืองในเมียนมาไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท แม้จะมีการคว่ำบาตรก็ตาม เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ประกอบการด้านโรงไฟฟ้า
ทั้งนี้พลังงานไฟฟ้ามีสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าที่ชัดเจน และไฟฟ้ามีความจำเป็นต่อประเทศ ประกอบกับบริษัทไม่ได้ไปอยู่ในประเทศที่พลังงานไฟฟ้าล้นประเทศด้วย แต่กลับดำเนินธุรกิจอยู่ที่ประเทศไม่มีพลังงานไฟฟ้าใช้ จึงมองว่าความเสี่ยงจุดนี้มีน้อยมาก แต่หากจะมีการตัดไฟฟ้าก็เท่ากับว่า ประเทศดังกล่าวก็จะไม่มีไฟฟ้าใช้งานอีกด้วย
“ประเด็นดังกล่าวไม่เกี่ยวกับเราอยู่แล้ว แม้จะรุนแรงมากถึงขั้นระเบิด เราก็ยังรับเงินอยู่เหมือนเดิม แต่หากสุมมติว่าเราไปจำหน่ายสินค้าจำพวกคอมพิวเตอร์ หลอดไฟ หรือสินค้ารีเทล คือต้องออกจากประเทศนี้อย่างเร็วเลย ซึ่งเราไม่ใช่แบบนั้น เพราะเราทำโรงไฟฟ้า”
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มินบู ประเทศสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 220 เมกะวัตต์ (MW) เป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฟสแรก 50 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการครบทั้ง 220 เมกะวัตต์ภายในปี 2566 โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 40%
อีกหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจ หลังจากการถอนตัวของโททาลฯ ทำให้นักวิเคราะห์หลายๆเจ้าต่างประเมินว่าเมียนมาอาจเกิดความเสี่ยงการคว่ำบาตร ทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้ต่อสายตรงไปยังนายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดยได้เล่าว่า บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมา ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยง แต่เบื้องต้นอาจจะประเมินค่อนข้างยาก โดยมองว่าประเด็นทางการเมืองถือว่ากระทบต่อการลงทุน แต่ค่อนข้างประเมินลำบาก ด้วยภาพรวมที่เป็นประเด็นการเมือง
อย่างไรก็ตามความเสี่ยงด้านการเมืองถือเป็นแรงกดดันต่อหุ้นที่เข้าไปลงทุนในเมียนมา มาแล้วในระดับหนึ่ง อย่างเช่น CBG ในแง่ของยอดขายเมียนมาที่ถือว่าชะลอตัว ราคาหุ้นของ CBG ลดลงต่อเนื่อง จากเดิมที่เป็นหุ้นเติบโตในระดับสูง แต่รายได้ในส่วนของ CLMV ค่อนข้างชะลอตัว บวกกับต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น สวนทางกับยอดขายที่ชะลอตัว
นายวิจิตร กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมาประเด็นความเสี่ยงการเมืองในเมียนมา เป็นแรงกดดันหุ้นที่ไปลงทุนในเมียนมา ให้ underperform ตลาดพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามในประเด็นนี้มองว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ของธุรกิจในเมียนมา แต่ก็ยังไม่ใช่ด้านบวกเช่นกัน เพราะยังเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยกดดัน ดังนั้น earning ยังไม่แข็งแกร่ง ในเชิงของราคาหุ้นแม้จะลดลงมามาก แต่ก็เชื่อว่ายังไม่ดีดกลับขึ้นมา เพราะมีทั้งปัจจัยในเรื่องของยอดขาย และต้นทุนวัตถุดิบ
สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นที่ขยายการลงทุนไปยังเมียนมา นายวิจิตร บอกว่า ให้กลับมาดูในเชิงของ Valuation เพราะว่าหุ้นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เล่นบนความคาดหวังค่อนข้างสูง ซึ่งภาพรวมของ Valuation ควรจะต้องลดลงมา และให้ดูในเรื่องของ earning ที่บวกกลับมาแล้วหรือไม่ อย่างเช่น ยอดขายที่โดนแรงกดดันจากการเมือง และอีกอย่างคือ ต้นทุนวัตถุดิบต่างๆ ที่ต้องรอให้ลดลงด้วยเช่นกัน ทำให้อัตรากำไรเพิ่มขึ้น ดังนั้นประเด็นหลักๆ ให้นักลงทุนดูที่มาร์จิ้น เพราะถือว่าตอบโจทย์ เนื่องจาก สัญญาณแรงกดดันแรงต้นทุนที่กดดันกำไร เริ่มกลับมาแล้วหรือยัง แต่หากสัญญาณมาร์จิ้นลดลงต่อเนื่อง ราคาหุ้นก็จะไม่ตอบรับเช่นกัน
อย่างไรก็ตามประเด็นการถอนตัวของโททาลฯ แน่นอนว่าสัดส่วนการถือหุ้นจะแบ่งไปยังผู้ถือหุ้นโครงการยาดานา และในบริษัท Moattama Gas Transportation Company (MGTC) ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น อย่าง PTTEP และผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ โดยที่โททาลฯถอนการลงทุน อาจจะมาจากความเสี่ยงในเรื่อวของการเมือง แต่อย่างไรก็ตามค่อนข้างประเมินยากพอสมควร
ขณะที่ในทางบัญชีทิศทางของธุรกิจถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ถ้าทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ สัดส่วนการถือหุ้นของโครงการดังกล่าวที่ PTTEP ได้รับเพิ่มขึ้น จะทำให้ในเชิงของประมาณการมีอัพไซต์ เพียงแต่ว่าระยะสั้น ต้องติดตามสถานการณ์ในเมียนมาเพิ่มเติมด้วยว่า จะมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน แต่ในเชิงบัญชีคือ เป็นบวกเพราะสัดส่วนการถือหุ้นที่ PTTEP ได้ถือครองโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้น
