แจก! คู่มือวิธีเอาตัวรอด ปรับพอร์ต ลงทุนกลุ่มหุ้นเด่น หนีเงินเฟ้อสหรัฐฯ
ประเด็นที่นักลงทุนทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ต่างเฝ้าจับตารออยู่ในเวลาอันใกล้นี้คงจะหนีไม่พ้นเรื่องตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐประจำเดือนม.ค.65 ที่จะมีการรายงานออกมาในช่วงเวลา 20.00 น.ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งหลายฝ่ายเฝ้าจับตาดูกันว่าตัวเลขจะออกมามากกว่า หรือน้อยกว่าที่คาดการณ์กันไว้ โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าจะอยู่ในระดับไม่เกิน 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
คำถามที่เกิดขึ้นถัดมาคือเมื่อตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯประกาศออกมาแล้วนั้น นักลงทุนจะมีวิธีการปรับพอร์ต และกลยุทธ์การลงทุนอย่างไรเพื่อเอาชนะตลาดหุ้น โดย Wealthy Thai ขออนุญาตนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ระบุข้อมูลคู่มือวิธีการปรับพอร์ตเพื่อเอาชนะตลาดหุ้นหลังจากที่ตัวเลขเงิรเฟ้อของสหรัฐจะประกาศออกมาในครั้งนี้ให้ได้รับทราบกัน
โดย บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่าตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐประจำเดือนม.ค.65 ที่จะประกาศออกมาในคืนนี้ตามเวลาประเทศไทย ตลาดคาการณ์กันว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ระดับ 7.1-7.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของกับปีก่อน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ 5.85-5.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการรายงานตัวเลขดังกล่าวถือมีนัยสำคัญต่อตลาดหุ้นทั่วโลกที่จะไปต่อได้หรือพักฐาน
คู่มือปรับพอร์ตลงทุน
ทั้งนี้หากตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานออกมาต่ำกว่าระดับ 5.9% ก็จะส่งผลให้ตลาดหุ้น Nasdaq อาจจะรีบาวด์ได้ ซึ่งกลุ่มหุ้นของตลาดหุ้นไทยที่จะได้ประโยชน์ เช่นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ HANA-KCE กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF-EA-GPSC-BGRIM-SSP กลุ่มยานยนต์ AH-STANLY รวมถึงกลุ่ม Growth Stock อย่าง MFEC-HUMAN และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง CK-STCE รวมถึงกลุ่ม REIT เช่น CPNREIT และ HREIT ซึ่งหุ้นในกลุ่มนี้จะรีบาวด์ เพราะ Underperform กังวลเงินเฟ้อ
สำหรับในกรณีที่เงินเฟ้อพื้นฐานจะออกมาสูงกว่าคาดที่ระดับ 5.9% อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น Dow Jones และตลาดหุ้น Nasdaq แต่อย่างไรก็ตามถ้ามีการประกาศออกมาในระดับดังกล่าวกลุ่มที่น่าสนใจได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่มองว่าไม่ว่าเงินเฟ้อจะออกมาในลักษณะใดก็ยังคงได้ประโยชน์ และกลุ่มที่น่าสนใจคือกลุ่มประกัน กลุ่มอสังหาฯที่ในช่วงนี้มีความแข็งแกร่ง กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มค้าปลีกที่น่าสนใจให้น้ำหนักลงทุน ขณะที่กลุ่มพลังงานจะได้รับความสนใจอีกครั้งเพราะเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ
