หุ้นโรงพยาบาลกลับสู่จอเรดาร์ ฟื้นความสัมพันธ์ซาอุฯ หนุนอัพไซด์เพิ่ม
หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลกำลังมีปัจจัยเข้ามาสนับสนุนอีกครั้ง ซึ่งต่างก็เชื่อกันว่าจะเป็นอัพไซด์ให้กับหุ้นโรงพยาลให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้หยิบยกหุ้นกลุ่มนี้มาฝากนักลงทุน จะมีความน่าสนใจแค่ไหน อ่านได้ผ่านบทความนี้เลย
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ภาพรวมประเด็นมีโอกาสสร้าง Upside ต่อกำไรกลุ่มโรงพยาบาลในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้สถานการณ์แวดล้อมกลุ่ม โรงพยาบาลในปัจจุบัน โดยภาพรวมแนวโน้มธุรกิจกลุ่มโรงพยาบาล ฝ่ายวิจัยประเมินมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะ Upside มุมรายได้อุตสาหกรรมที่เห็นได้ชัดจาก 2 เรื่องหลักๆ คือ
1.ขนาดตลาดผู้ป่วยต่างชาติที่มีแนวโน้มใหญ่ขึ้น จากประเด็นสำคัญเข้ามาเสริม คือ กรณีประเทศไทยและซาอุดิอาระเบียกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์ใหม่ในรอบ 30 ปี คาดจะช่วยเปิดกลุ่มลูกค้าใหม่ที่แทบไม่เคยสร้างรายได้ให้กับกลุ่ม โรงพยาบาลไทยมาก่อน คาดจะช่วยการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติยังมีแนวโน้มดีกว่าคาดในระยะกลาง-ยาว
2.แนวทางรัฐฯ ยังคงเดินหน้าเปิดกิจกรรมเศรษฐกิจ รวมถึงการท่องเที่ยว และ เปิดรับผู้เดินทางต่างประเทศ โดยใช้มาตรการ Test&Go คาดหนุนต่อโรงพยาบาลที่มีฐานผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งในช่วงการเปิดรับลักษณะดังกล่าวรอบแรก เห็นการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กลับมาได้เร็ว รวมถึงแนวคิดการอยู่ร่วมกับ COVID-19 โดยยอมรับจำนวนผู้ป่วยได้ในระดับที่ระบบสาธาณสุขรองรับได้ และยังกำหนดให้มีมาตรการ UCEPCOVID อยู่ คือให้ผู้ป่วย COVID-19 เข้ารักษาที่ โรงพยาบาลใดก็ได้ ยังถือเป็นบวกต่อโรงพยาบาลทุกบริษัท ที่ช่วยคาดหวังได้ทั้งรายได้ค่าบริการปกติที่ฟื้นตัว ควบคู่รายได้ COVID-19 ที่ยังมีต่อเนื่องอีกปี
สำหรับกรณีรายละเอียด Upside ผู้ป่วยชาวซาอุฯ ที่ฝ่ายวิจัยประเมินเป็น Upside มีที่มาจาก ความสัมพันธ์ไทยและซาอุดิอาระเบียที่ไม่ราบรื่นเกิดขึ้นตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นข้อจำกัดการขยายตัวในกลุ่มลูกค้าการท่องเที่ยวและชาวซาอุฯในประเทศไทย สะท้อนจากรายได้ของผู้ป่วยซาอุฯที่มารักษาใน โรงพยาบาลที่ผ่านมา ได้แก่
1.BDMS มีสัดส่วนรายได้ผู้ป่วยต่างชาติกลุ่ม Fly-In ราว 18% ของรายได้รวมในช่วงปกติ (ก่อนเกิดวิกฤต COVID-19) ที่มีรายได้คนไข้กลุ่มประเทศตะวันออกกลางราว 5% ของรายได้รวม ขณะที่ประเทศซาอุฯ มีสัดส่วนรายได้คิดเป็นเพียงราว 0.1%ของรายได้
2.BH อิงข้อมูลปี 2559 ที่เป็นการเปิดเผยล่าสุด มีสัดส่วนรายได้ผู้ป่วยต่างชาติ กลุ่ม Fly-In ราว 35% ของรายได้รวมในช่วงปกติ ที่มีสัดส่วนรายได้จากภาคตะวันออกกลางราว 25% ขณะที่ประเทศซาอุฯ มีสัดส่วนรายได้คิดเป็นเพียง 1.5% ของรายได้
3.BCH มีสัดส่วนรายได้ผู้ป่วยต่างชาติกลุ่ม Fly-In ราว 9% ของรายได้รวมในช่วงปกติ มีสัดส่วนรายได้จากภาคตะวันออกกลางราว 6.3% ของรายได้รวม ขณะที่ประเทศซาอุฯ มีสัดส่วนรายได้คิดเป็นเพียง 0.2% ของรายได้
จุดเปลี่ยนสำคัญให้กลุ่มโรงพยาบาลกลับมาคาดหวังรายได้จากผู้ป่วยซาอุฯ ได้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่แทบไม่มีเลย หลังจากนายกฯ ได้เข้าพบ เจ้าชายซาอุฯ ดังนั้นพัฒนาการข้างต้น ถือเป็นบวกต่อกลุ่มโรงพยาบาล เพราะมีกลุ่มลูกค้าที่สามารถทำตลาดเพื่อสร้าง รายได้ส่วนเพิ่มมากขึ้น
โอกาสซาอุฯจะมารักษาที่ไทยสูง
ทั้งนี้หากพิจารณาในภาพใหญ่เชื่อว่าศักยภาพการแพทย์ไทยภาพรวมจะสามารถช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้าดังกล่าวได้ อ้างอิงดัชนีการดูแลสุขภาพ (Healthcare Index) ที่ประกอบขึ้นมาจากการวิเคราะห์ทางสถิติของปัจจัยต่างๆที่ เกี่ยวข้องกับการแพทย์ อาทิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ (แพทย์ พยาบาล), ความพร้อมของยาที่มีคุณภาพและราคาการรักษา ดัชนีดังกล่าวของไทยอยู่ในลำดับที่ 13 ของโลก มีค่าสูงกว่าประเทศซาอุฯ และในอีกหลายประเทศที่ถือว่าเป็นคู่แข่งด้านการแพทย์ ของไทย อาทิ สิงคโปร์, อินเดีย และเวียดนาม
ทั้งนี้ทางรัฐบาลของประเทศซาอุฯ มีสวัสดิการสังคม (Social Welfare) ที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาให้กับประชาชนที่ไปรักษาต่างประเทศ ในกณีที่ประเทศซาอุฯไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอในการรักษาโรคดังกล่าวได้ โดยประเทศหลักๆ ที่ชาวซาอุฯถูกส่งตัวไปรักษาได้แก่ สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และ เยอรมัน แต่ประเทศที่กล่าวมาข้างต้นล้วนมีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่สูง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลซาอุฯพยายามลดต้นทุนด้านการรักษา ฝ่ายวิจัยคาดว่ามีโอกาสที่ผู้ป่วย จากประเทศซาอุฯจะมารักษาที่ประเทศไทยเนื่องจากค่ารักษาที่ถูกกว่า
ขณะที่ Upside อีกส่วน ฝ่ายวิจัยประเมินจะมาจากแนวทางรัฐฯไทยจะดำเนินการเปิด กิจกรรมเศรษฐกิจ ซึ่งระยะสั้นอาจจะนำมาสู่จำนวนผู้ป่วย COVID ที่เพิ่มขึ้นอยู่บ้าง ความน่าสนใจของ Upside ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะมาจาก 2 ส่วน
1.จำนวนผู้ใช้บริการต่างประเทศที่กลับมาฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว โดยจากการเปิด Test&Go รอบแรก ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 64 ถือเป็นอีกประเด็นน่าสนใจต่อกลุ่มโรงพยาบาล และน่าจะสร้าง Upside ได้ โดยพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดใน พ.ย.-ธ.ค. 64 ที่กลับมาราว 3.2 แสนคน คิดเป็นเฉลี่ยเดือนละ 1.6 แสนคน แม้คิดเป็นสัดส่วนราว 4.8% ของนักท่องเที่ยวรายเดือนของปี 2562 ซึ่งเป็นปีก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ COVID แต่สัดส่วนนักท่องเที่ยวเฉลี่ยรายเดือนลูกค้าชาวตะวันออกกลาง Test&Go ช่วง 2 เดือนดังกล่าว เมื่อคิดเป็นกลุ่มผู้เดินทางสัญชาติตะวันออกกลางเป็นต่อเดือน เห็นการฟื้นตัวกลับมามากถึง 16.6% ของช่วงภาวะปกติก่อนเกิดวิกฤต COVID (ปี 2562) ซึ่งถือว่ากลุ่มลูกค้าหลักของโรงพยาบาลต่างชาติ อย่าง BH (25% ของรายได้รวม) และ BDMS (5% ของรายได้รวม) คาดส่งผลบวก ต่อโรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าดังกล่าวสูง
ทั้งนี้ จุดที่ยังต้องติดตาม คาดอยู่ที่สัดส่วนผู้ป่วยกลุ่ม CLMV ที่เป็นกลุ่มลูกค้ารองของ BH (16% ของรายได้รวม) และBDMS (5% ของรายได้รวม) ยังฟื้นตัวค่อนข้างช้ากลับมาเพียงราว 1.4% แต่เชื่อว่าการฟื้นตัว กลับมาน่าจะทำได้เร็วในระยะถัดไป จากแนวทางที่รัฐฯกลับมาเปิดประเทศ ภายใต้มาตรการ Test&Go อีกครั้ง
2.การกลับมาเปิดรับชาวต่างชาติ โดยใช้มาตรการ Test&Go ควบคู่การปล่อยให้กิจกรรมเศรษฐกิจดำเนินไปได้ใกล้เคียงปกติ ภายใต้แนวทางอยู่ร่วมกับ COVID ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าในช่วงปี 2565 น่าจะเห็นระดับผู้ติดเชื้อ COVID โอมิครอนที่ทรงตัวราว 1 หมื่นคนต่อวันต่อไป ซึ่งภายใต้จำนวนผู้ป่วยระดับดังกล่าว ประกอบกับจำนวนผู้ป่วยหนักที่มีน้อยลง จากการฉีดวัคซีนทั่วประเทศได้ในระดับสูงแล้ว
ขณะที่อัตราค่ารักษาที่รัฐฯอุดหนุนโรงพยาบาลต่างๆ อยู่ในระดับลดลงพอสมควร แม้ภาพรวมอาจไม่สร้างรายได้ระดับสูงสุดดังเช่นรอบระบาดช่วงไตรมาส 3/64 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การที่รัฐฯยังคงนโยบาย UCEPCOVID (ผู้ป่วย COVID เข้ารักษาที่โรงพยาบาลใดก็ได้) หากเทียบกับประมาณการกลุ่มโรงพยาบาลที่ฝ่ายวิจัยรวมรายได้ COVID ไว้ หลักๆ ส่วนเดียว คือ การขายวัคซีน Moderna ที่รับรู้รายได้บางส่วนในไตรมาส 1/65 เชื่อว่ารายได้ที่จะยังมีบ้างไปตลอดจากการตรวจหาเชื้อ และรายได้จากการรักษาแบบ Hospitel ที่จะเป็นแนวทางรักษาหลักในรอบนี้จะช่วยเปิด Upside ของโรงพยาบาลได้ อีกส่วนเช่นกัน
มูลค่ารายได้ รพ.ระยะสั้นมี Upside 2%
ภายใต้ทิศทาง Upside ดังกล่าว ฝ่ายวิจัยประเมินสร้าง Upside ของมูลค่ารายได้ของ ผู้ประกอบการโรงพยาบาลปี 2565 ซึ่งปัจจุบันฝ่ายวิจัยประเมินอยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาท ให้เพิ่มขึ้น 2% จาก 1.การฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ (9.2% ของมูลค่าตลาด) ที่มากกว่าคาดราว 5% คิด เป็นมูลค่าเพิ่มราว 1.3 พันล้านบาท และ2.รายได้ที่เกี่ยวกับ COVID หากกำหนดสมมติฐานรายได้ส่วนเพิ่มเข้ามาเฉพาะการตรวจเชื้อโดยในปี 2565 เฉลี่ยวันละ 5,000 ราย ราคาคนละ 2 พันบาท จะสร้างมูลค่าเพิ่มราว 3.65 พันล้านบาท ดังนั้นหากรวม Upside ดังกล่าวแล้วเชื่อมีโอกาสที่จะเห็นรายได้ของกลุ่มโรงพยาบาลปี 2565 ที่ลดลงจากปี 2564 ต่ำกว่าปัจจุบันที่คาดลดลงราว 1%
ขณะที่ระยะกลาง-ยาว ฝ่ายวิจัยเห็น Upside มูลค่ารายได้โรงพยาบาลที่มีนัยฯจากกรณีฟื้นความสัมพันธ์กับซาอุฯ ฝ่ายวิจัยประเมิน Upside มีขนาดมูลค่าตลาด (Market Size) ส่วนเพิ่มจากการรักษาผู้ป่วยซาอุฯ ไม่ต่ำกว่าปีละ 5-6 พันล้านบาท โดยเป็นการประเมินอิงหลักอนุรักษ์นิยม ประเมินโดยกำหนดอัตราส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวซาอุฯที่เข้ามายังประเทศไทยหลังฟื้นฟูความสัมพันธ์ ด้วยสมมติฐานใช้ จำนวนประชากรซาอุฯ ที่มีราว 35 ล้านบาท คูณกับ อัตรานักท่องเที่ยวประชากรทั้งหมดของประเทศซาอุฯ (Penetration Rate) ที่ 1.5%
โดยอัตราดังกล่าวฝ่ายวิจัยกำหนดอิงตัวเลขประเทศในกลุ่มภาคตะวันออก กลาง คือ คูเวต ที่มี GDP per Capita ใกล้เคียงกัน ภาพรวมพบว่าจะมีนักท่องเที่ยวซาอุฯ ที่มาประเทศไทยราว 5.3 แสนคน หากเปรียบเทียบกับเดิม (ปี 2562) ที่มีชาวซาอุฯเดินทางเข้ามาเพียงราว 3 หมื่นคน และสร้างรายได้ราว 377 ล้านบาท เชื่อว่ามีโอกาสที่เห็นมูลค่ารายได้ที่ โรงพยาบาลที่เพิ่มจากชาวซาอุฯได้ไม่ต่ำกว่า ปีละ 5-6 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 2.5% ของมูลค่ารายได้ โรงพยาบาลในปัจจุบัน
หากพิจารณาผลบวกเป็นรายบริษัทจะพบว่า ทุก โรงพยาบาลมีโอกาสได้ประโยชน์ทั้งหมด โดยในกลุ่ม โรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก BDMS, BH คาดจะได้ประโยชน์จากกรณีผู้ป่วยต่างชาติที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเร็วระยะสั้น ขณะที่ระยะกลาง-ยาว จากกรณีซาอุฯ คาด BCH จะได้ประโยชน์ด้วย ทั้ง 3 รายจะได้ประโยชน์จากมูลค่าตลาดผู้ป่วยซาอุฯส่วนเพิ่ม ระยะกลาง-ยาว อย่างน้อยได้ตามส่วนแบ่งตลาดของแต่ละรายที่มีในอดีตที่ 22%, 73% และ 5% ตามลำดับ
ซึ่งหากอิงมูลค่าตลาดที่ฝ่ายวิจัยประเมินที่ 6 พันล้านบาท หากเกิดขึ้นจริง คาดสร้างรายได้ส่วนเพิ่ม BDMS, BH และ BCH จากฐานปัจจุบัน 1.8%, 38.7% และ 1.5% ตามลำดับ ส่วนกรณี BCH คาดได้ประโยชน์อีกส่วนจาก Upside กรณีรายได้ COVID ในปีนี้ ร่วมกับ CHG อีกโรงพยาบาลที่ฝ่ายวิจัยศึกษาซึ่งกรณี COVID หากกำหนดจำนวน ผู้ป่วยทั้งปีอยู่ราว 5 พันรายต่อวัน คาดเปิด Upside รายได้ปี 2565 ราว 2-3%
อย่างไรก็ตาม เพื่อติดตาม Upside ดังกล่าวทั้งหมดในอนาคตให้ชัดเจนขึ้น ฝ่ายวิจัยจึง ยังคงประมาณการกลุ่มโรงพยาบาลไว้ตามเดิมก่อน โดยได้ทำการศึกษา Sensitivity Analysis ดังนี้ 1.กรณีผู้ป่วยต่างชาติต่อ BDMS และ BH ทุกๆสมมติฐานจากรายได้ของผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้นทุก 1% ของรายได้รวม พบว่ากำไรของ BDMS, BH และ BCH จะเพิ่มขึ้นราว 0.5%, 1% และ 0.2% ตามลำดับ ส่วนผลกระทบต่อมูลค่าพื้นฐาน เพิ่มขึ้นราว 0.08, 1.17และ 0.02 บาท ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลอื่นที่ฝ่ายวิจัยศึกษา อย่าง CHG ถือว่ามีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติที่ค่อนข้างต่ำ ผลกระทบดังกล่าว จึงแทบไม่มีนัยฯ
2.กรณี COVID ต่อ BCH และ CHG กรณีภายใต้สมมติฐานจำนวนผู้ติดเชื้อ/วัน ที่ เพิ่มขึ้นในไตรมาส 1/65 ซึ่งมีทั้งหมด 3 Scenarios (Best Case, Base Case, Worst Case) โดยอ้างอิงมาจากกระทรวงสาธารณสุข ที่คาดผู้ติดเชื้อหลังปีใหม่วันละ 1.2, 1.7 และ 2.5 หมื่นคนตามลำดับ ในกรณี Base Case ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อ ใกล้เคียงปัจจุบัน พบว่ากำไรสุทธิ BCH และ CHG เพิ่มขึ้นราว 14% และ 18.1% ส่วนมูลค่าพื้นฐานเพิ่มขึ้นราว 0.29 และ 0.48 บาท ทั้งนี้ หากใช้สมมติฐานอนุรักษ์ นิยมให้ค่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 5.0 พันรายต่อวัน คาดจะบวกต่อกำไรราว 12-15%
สำหรับตัวเลือกลงทุนสำหรับโรงพยาบาลต่างชาติยังชอบ BDMS ราคาเป้าหมาย 27 บาท แนะนำ “ซื้อ” และ BH ราคาเป้าหมาย 170 บาท แนะนำ “ซื้อ” จากความต่อเนื่องของกำไรปี 2565-66 ที่คาดหวังได้ชัดเจนมากที่สุดและมี Upside กรณีผู้ป่วยต่างชาติชาวซาอุฯ เข้ามาเป็นส่วนเสริมคาดหวังได้ ขณะที่ รพ.ประกันสังคม แม้ Sentiment การลงทุนไม่สดใสเท่าโรงพยาบาลเงินสด หลังจากผ่านจุดสูงสุด แต่ล้วนมีลุ้นกำไรระยะสั้นที่มีโอกาสดีกว่าฝ่ายวิจัยและตลาดคาด จากอานิสงส์แนวทางรับมือ COVID รัฐฯ ในปัจจุบัน แต่เน้นเก็งกำไรระยะสั้นตัวเลือกหลัก คือ ที่ BCH ราคาเป้าหมาย 24 บาท แนะนำ “ซื้อ” ที่มีโอกาสสร้าง Positive Surprise มากสุด ทั้งรายได้จาก COVID และผลบวกที่อาจได้บ้างกรณีซาอุฯ ขณะที่ Valuation น่าสนกว่า CHG

