Official Update :

ผ่าความฝันเบอร์หนึ่งเอเชียของ CBG การเติบโตที่จะไม่พึ่งพาแค่ คาราบาวแดง

เมื่อเราพูดถึง CBG หรือบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หลายๆ คนคงนึกถึงภาพธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังอย่าง “คาราบาวแดง” แต่รู้หรือไม่ CBG ไม่ได้มีเพียงเครื่องดื่มชูกำลัง โดยยังมีเครื่องดื่มเกลือแร่ รวมทั้งยังมีเครื่องดื่มวิตามินซีที่ได้ร่วมทุนกับนายวุฒิธร มิลินทจินดา (วู้ดดี้) และที่น่าสนใจอีกหนึ่งธุรกิจคือ ธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้แก่บุคคลภายนอก (ธุรกิจในประเทศ กลุ่ม เครื่องดื่ม แอลกอฮอลล์)

CBG เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2557 ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ในราคาไอพีโอหุ้นละ 28.00 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1.00 บาทต่อหุ้น โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในขณะนั้น

จากราคาไอพีโอที่หุ้นละ 28.00 บาท ดังกล่าว จนล่าสุด ณ วันที่ 5 ต.ค.63 ทำราคาปิดการซื้อขายที่ 123 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 17.70% ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา (6 ก.ค.-5 ต.ค.63) สูงเป็นอันดับ 1 ของหุ้นกลุ่ม SET50 โดยสิ้นวันดังกล่าว CBG มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 1.23 แสนล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 ของหุ้นกลุ่มอาหาร ซึ่งเป็นรองเพียงแค่ CPF ที่มีมาร์เก็ตแคประดับ 2.41 แสนล้านบาท

จากราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง สะท้อนจากการเติบโตของกำไรสุทธิที่ช่วงปี 2562 ถึงครึ่งปีแรกของปี 2563 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยปี 2562 มีกำไรสุทธิสูงถึง 2,506.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 116.34% จากปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 1,158.57 ล้านบาท

และล่าสุดครึ่งปีแรกของปี 63 แม้เกิดการะบาดของ COVID-19 แต่ CBG ยังมีกำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่น อยู่ที่ระดับ 1,682.28 ล้านบาท เติบโต 73.14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 971.61 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนหลัก จากรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นในภาพรวมที่ปรับตัวดีขึ้น ค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนสโมสร CFC ที่ลดลง และการรับรู้ผลขาดทุนจากการดำเนินงานของ ICUK ที่ลดลงจากการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ้นครึ่งปีแรกของปี 63 มีสัดส่วนรายได้จาก ธุรกิจดำเนินการผลิต ภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนเองที่ 83% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (Y-Y) ที่อยู่ระดับ 87% ขณะที่ธุรกิจว่าจ้างบุคคลภายนอกดำเนินการผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าคาราบาวอยู่ที่ระดับ 2% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 4% นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ รับจ้างจัดจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกที่ระดับ 13% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 9% และส่วนที่เหลือเป็นธุรกิจอื่นๆ

CBG มีเป้าหมายระยะยาว โดยวางเป้าเป็นที่ 1 ในประเทศไทย ภายใน 1 ปี (2563) หลังจากนั้นจะเป็นที่ 1 ในอาเซียน ภายใน 3 ปี (2565) และจะเป็นที่ 1 ในเอเชีย ภายใน 5 ปี (2567) (ที่มา รายงานประจำปี 62) โดยในไตรมาส 2/63 เครื่องดื่มบำรุงกำลังแบบบรรจุขวดภายใต้เครื่องหมายการค้าคาราบาวแดง ยังรักษาส่วนแบ่งการตลาดเชิงปริมาณที่ 21.4% เป็นอันดับ 2 ของตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศ ขณะที่ตลาดเครื่องดื่มวิตามินซียังเติบโตในระดับสูง และเครื่องดื่มวิตามินซี วู้ดดี้ ซี+ล็อค มีส่วนแบ่งการตลาดเชิงปริมาณ ณ เดือนมิถุนายนที่ 6.4% เป็นอันดับ 4 อ้างอิงจากข้อมูลปริมาณขายทอดสุดท้ายไปสู่ผู้บริโภคของ Nielsen

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น CBG ไม่ได้มีเฉพาะธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง แต่อีกธุรกิจที่น่าสนใจคือ เหล้าข้าวหอมที่ยังทำได้ดี และมีบรั่นดีที่เริ่มจำหน่ายปลาย ส.ค. โดยจะผลักดันให้ไตรมาส 3/63 รายได้ distribution for 3rd party (มีสัดส่วนรายได้ที่ 14% ของรายได้ทั้งหมด) ทำสถิติสูงสุดใหม่ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 9 อ้างอิงจากบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด

พร้อมทั้งยังบอกอีกว่าขณะนี้ประเมินกำไรสุทธิของ CBG งวดไตรมาส 3/63 ที่ 908 ล้านบาท (+24% YoY, +3% QoQ) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยกำไรที่ขยายตัวโดดเด่น +24% YoY หนุนโดย 1.รายได้รวม 4.5 พันล้านบาท (+18% YoY) จากรายได้ domestic branded own (energy drink และ Woody C+Lock) ขยายตัว +7% YoY แม้รายได้เครื่องดื่มชูกำลังจะปรับตัวลดลง โดยช่วง 2 เดือนแรกงวดไตรมาส 3/63 มูลค่าตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ (by value) ที่ปรับตัวลดลง -7.8% YoY แต่มีรายได้จาก Woody C+Lock เข้าชดเชย โดย market share ช่วง 2 เดือนแรกงวดไตรมาส 3/63 (by value) ของ Woody C+Lock ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 4.5% จาก 3.1% ในไตรมาส 2/63

สำหรับรายได้จากต่างประเทศยังขยายตัวต่อเนื่องที่ +12% YoY ซึ่งมองว่า COVID-19 ที่ระบาดรอบ 2 ในพม่าไม่ส่งผลกระทบในไตรมาส 3/63 เนื่องจากไม่กระทบการขนส่งสินค้า (CBG มีสัดส่วนรายได้จากพม่าที่ 10% ของรายได้ทั้งหมด) นอกจากนี้ รายได้ distribution for 3rd party (มีสัดส่วนรายได้ที่ 14% ของรายได้ทั้งหมด) ทำสถิติสูงสุดใหม่ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 9 ทั้งจากเหล้าข้าวหอมที่ทำได้ดี และมีบรั่นดีที่เริ่มจำหน่ายปลาย ส.ค. และ2.gross profit margin ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยที่ 41.6% จาก utilization rate ของโรงงานปรับตัวดีขึ้น ด้านผลประกอบการไตรมาส 3/63 ที่ขยายตัว +3% QoQ หนุนโดย gross profit margin ที่ขยายตัว และในไตรมาส 2/63 มี non-recurring expense ที่ 50 ล้านบาทจากการบริจาคช่วย COVID-19

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกปี 63 มีสัดส่วนที่ 73% ของประมาณการปี 63 ดังนั้นคงประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ที่ 3,545 ล้านบาท (+41% YoY) บนสมมติฐาน 1.รายได้รวมขยายตัว +19% YoY จาก domestic branded own 4+% YoY จากรายได้เครื่องดื่มชูกำลังในประเทศที่ปรับตัวลดลง -6% YoY จากผลกระทบของ COVID-19 แต่มีรายได้จาก Woody C+ Lock ที่ 650 ล้านบาท ด้านรายได้จากต่างประเทศขยายตัว +25% YoY, 2) GPM ขยายตัวต่อเนื่องเป็น 42.4% จาก 38.9% ในปี 62 ส่งผลจาก economy of scale ของโรงงาน ACM & APG, ต้นทุนวัตถุดิบและเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มลดลง และ 3.ICUK ขาดทุนน้อยลง

สำหรับปี 64 จะเป็นปีทองของ CBG โดยประเมินกำไรสุทธิที่ 4,459 ล้านบาท (+26% YoY) จาก 1.รายได้ในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่อง +8% YoY โดยเฉพาะ Woody C+Lock คาดรายได้ 1,018 ล้านบาท เติบโต +62% YoY จากตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ขยายตัวต่อเนื่องรายได้ต่างประเทศ +16% YoY จากการรับรู้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของขวดและกระป๋องที่30-40% เต็มปี, 2.GPM ขยายตัวต่อเนื่องจาก economy of scale และ utilization rate โรงงานที่เพิ่มขึ้น ทั้ง ACM, APG และ APM

จึงคงราคาเป้าหมายปี 64 ที่ 170 บาท อิง 2021E PER 38.0 เท่า เราเชื่อมั่นว่าโมเมนตัมของกำไรของ CBG อยู่ในทิศทางขาขึ้น อีกทั้ง CBG ยังมี Upside จาก Woody C+Lock ทั้งในไทยและต่างประเทศและรายได้จากต่างประเทศขยายตัวมากกว่าคาด