สปป.ลาว กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ
สปป.ลาว เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมที่สวยงาม มีป่าไม้ และแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งที่ผ่านมาการเติบโตของสปป.ลาวนั้น ถูกผลักดันจากการมีสินค้าส่งออก ทั้งแร่ธาตุและสินค้าเกษตร ประกอบกับจุดเด่นของสปป.ลาวที่มีแม่น้ำขนาดใหญ่ ทำให้สปป.ลาว มีเขื่อนที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้า และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ โดยในปี 2563 นั้น ตามรายงานเศรษฐกิจของสปป.ลาว มีไฟฟ้าเป็นสินค้าส่งออก คิดเป็น 30 % ของสินค้าส่งออกทั้งหมด ที่มีมูลค่ากว่า 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้าในสิ้นปี 2563 รวมอยู่ที่ 10,438 เมกะวัตต์ ซึ่งกว่า 80% ของกำลังการผลิตไฟฟ้านั้นมาจากไฟฟ้าพลังงานน้ำ
การที่ สปป.ลาว มีแม่น้ำขนาดใหญ่อีกจำนวนมาก ทำให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของ สปป.ลาว มีความชัดเจนในด้านพลังงาน โดยภายในปี 2573 คาดว่า สปป.ลาว จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเพิ่มขึ้นเป็น 21,000 เมกะวัตต์
เศรษฐกิจของ สปป.ลาว ในปีที่ผ่านมานั้น ยอดเยี่ยมมาก แม้จะมีการแพร่ระบาดของ Covid-19 แต่สปป.ลาวยังมีการเติบโตที่ดี โดยในปี 2564 คาดว่ามีการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ประมาณ 3% - 3.5% ใกล้เคียงกับปีก่อน การควบคุม Covid-19 ที่มีประสิทธิภาพและการจัดหาวัคซีนที่เพียงพอทำให้ในปีนี้สปป.ลาวมีแผนที่จะเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ สปป.ลาว อยู่ในจังหวะของการสร้างรากฐานเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในอนาคต โดยคาดการณ์ว่า GDP ในอีก 3 ปีข้างหน้า(2565 – 2567) จะเติบโตเฉลี่ย 4% - 5% ต่อปี ด้วยปัจจัยสำคัญที่สปป.ลาวจะสร้างการเติบโตผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ด้วยนโยบายที่เปลี่ยนจาก Land-Locked สู่ Land-Linked Country ที่จะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าให้กับ สปป.ลาว
ที่ผ่านมานั้น สปป.ลาวมีอุปสรรคด้านการขนส่ง เนื่องจาก สปป.ลาว ไม่มีทางเชื่อมทะเลโดยตรง จึงต้องอาศัยการขนส่งทางรถยนต์เป็นหลัก ทำให้ต้นทุนการขนส่งนั้นมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Land-Locked สู่ Land-Linked Country จึงเข้ามาช่วยเสริมให้การขนส่งของ สปป. ลาว นั้น มีศักยภาพมากขึ้น
โครงการที่จะพลิกการเติบโตให้กับประเทศ คือ โครงการรถไฟลาว – จีน ที่เชื่อมระหว่าง สปป.ลาว กับ ประเทศจีน โดยโครงการดังกล่าว ดำเนินการโดย บริษัทรถไฟลาว-จีน ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างรัฐวิสาหกิจของลาว 1 แห่ง (ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลลาว) และบริษัทจีน 3 แห่ง (เป็นตัวแทนของรัฐบาลจีน) ในอัตราส่วน 30:70 โดยทางรถไฟนั้นจะมีอายุสัมปทาน 50 ปี เมื่อสิ้นสุดอายุสัมปทาน ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของรัฐบาล สปป.ลาว
เส้นทางรถไฟลาว-จีน สายนี้ มีทั้งสิ้น 32 สถานี ซึ่งรวมทั้งสถานีแบบรับผู้โดยสารและขนส่งสินค้า ความพิเศษของรถไฟสายนี้จะช่วยลดระยะเวลาการเดินทาง จากนครเวียงจันทน์ไปบ่อเต็น จากปกติใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์มากกว่า 15 ชั่วโมง เหลือเพียงประมาณ 4 – 5 ชั่วโมง และสามารถเดินทางระหว่างเวียงจันทน์ไปยังคุนหมิง ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นไม่ถึง 10 ชั่วโมง
การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะทางรถไฟที่เชื่อมต่อไปยังประเทศจีน จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ด้วยกำลังซื้อของประชาชนชาวจีนที่หนาแน่น จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน ซึ่ง รถไฟลาว-จีน นี้ จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้ามากกว่า 30 – 40 % เมื่อเทียบกับการขนส่งรูปแบบถนน และในขณะเดียวกัน ยังช่วยลดต้นทุนการขนส่งระหว่างเวียงจันทน์และคุนหมิง ลงประมาณ 50% ต่อตัน นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยว สปป.ลาว มากยิ่งขึ้น
ทางรถไฟแห่งความหวังสายนี้ จะช่วยเพิ่มการค้าทางบก ระหว่างจีนและสปป.ลาว จากปัจจุบัน 1.7 ล้านตัน ให้เพิ่มขึ้น เป็น 3.7 ล้านตันในปี 2573 และขณะเดียวกันจะเพิ่มนักท่องเที่ยวระหว่างจีนกับสปป.ลาว จาก 0.7 ล้านคน เป็น 1.5 ล้านคนภายในปี 2573 ซึ่งทางรถไฟสายนี้ไม่ได้ทำให้การส่งออกของสปป.ลาวมีโอกาสเติบโตเฉพาะในจีนเท่านั้น แต่เชื่อมไปถึงเขตสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นโอกาสส่งออกสินค้าไปยังยุโรปด้วย
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในด้านการเพิ่มศักยภาพภายในประเทศ สปป.ลาว นั้นก็มีด้วยเช่นกัน ทั้งการลงทุนก่อสร้างทางด่วนเวียงจันทน์ - บ่อเต็น ระยะทาง 445 กม. และการลงทุนก่อสร้างรถไฟเชื่อมเวียงจันทน์ กับบ่อเต็น ระยะทาง 414 กม. ที่ต้องมีการเจาะอุโมงค์ 75 แห่ง และสะพาน 77 แห่ง จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต แม้ในช่วงแรกจะเป็นระบบทางเดี่ยว แต่ในอนาคตจะมีการขยายเป็นทางคู่หากการจราจรเพิ่มขึ้นด้วย
พร้อมระดมทุนเพื่อความแข็งแกร่ง
การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่นั้นเปรียบเหมือนยกระดับเศรษฐกิจของประเทศขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง แต่การลงทุนขนาดใหญ่แน่นอนว่าต้องแลกมาด้วยเม็ดเงินลงทุนที่สูงมาก ทั้งนี้ สปป.ลาว มีนโยบายจะรักษาระดับหนี้สาธารณะต่างประเทศให้เหลือน้อยกว่า 55% ของ GDP ภายในปี 2568 โดยในสิ้นปี 2564 หนี้สาธารณะต่างประเทศต่อจีดีพี อยู่ที่ 55.66% ซึ่งยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้น หนี้ต่อGDP จะปรับตัวลดลง ยิ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของสปป.ลาวด้วย
ในการระดมทุนของรัฐบาล สปป.ลาว นั้น หนึ่งในช่องทางสำคัญ คือ การระดมทุนผ่านการขายพันธบัตรกระทรวงการคลังแห่ง สปป.ลาว ซึ่งมีการระดมทุนผ่านนักลงทุนในประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่องมายาวนานตั้งแต่ปี 2556 และเป็นหนึ่งในพันธบัตรฯ ที่นักลงทุนเฝ้ารอ เห็นได้จากการตอบรับในการระดมทุนในครั้งที่ผ่านๆมา ที่มีการจองซื้อเกินกว่าการจัดสรรไว้
ปีนี้ทางรัฐบาล สปป.ลาว ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อการระดมทุนในประเทศไทย และเดินหน้าการระดมทุนผ่านการเสนอขายพันธบัตรกระทรวงการคลังแห่ง สปป.ลาว ครั้งที่ 1 / 2565 ซึ่งเป็นพันธบัตรชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกันและมีผู้แทนผู้ถือพันธบัตร รวมจำนวน 2 ชุด ในรูปแบบสกุลเงินบาทไทย วงเงินรวมไม่เกิน 5,000 ล้านบาท
แบ่งเป็นพันธบัตรชุดที่ 1 อายุ 3 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.80% ครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2568 และพันธบัตรชุดที่ 2 อายุ 4 ปี กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 6.40% ครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2569 โดยกำหนดการชำระดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน เพื่อนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ไปรีไฟแนนซ์พันธบัตรชุดเดิมที่ครบกำหนดไถ่ถอน
สำหรับพันธบัตรชุดนี้ จะเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบัน และ/หรือ นักลงทุนรายใหญ่ ที่ราคาเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท จองขั้นต่ำ 100 หน่วย โดยผู้ที่สนใจ สามารถจองซื้อพันธบัตรกระทรวงการคลังแห่ง สปป.ลาว นี้ได้โดยผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่ายทั้ง 7 ราย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ สยามเวลธ์ จํากัด โดยเปิดให้นักลงทุนจองซื้อได้ในวันที่ 28 – 30 มีนาคม 2565 นี้
“อนาคตของ สปป.ลาว กำลังจะยกระดับไปอีกขั้นหนึ่ง และตลาดการเงินของไทยถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยสร้างการเติบโตร่วมกับ สปป.ลาว ให้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจของอาเซียนให้เติบโตไปข้างหน้าด้วย”

