เฉลยแล้ว!! หุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบ จากสงครามและเงินเฟ้อ
จากประเด็นความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ขยายวงกว้างไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาวะตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างร้อนแรงทั่วโลก จนทำให้นักลงทุนต่างมองหาหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวนี้ ดังนั้นครั้งนี้ทีมข่าว Wealthy Thai ได้หยิบยก 1 ในกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน มาฝากนักลงทุน ซึ่งด้วยเหตุผลอะไรนั้น บทความนี้มีคำตอบ
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์ภายใต้หัวข้อ “ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามและเงินเฟ้อ (POSITIVE)” โดยหุ้นโรงพยาบาลจะไม่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เนื่องจากมีผู้ป่วยจากสองประเทศนี้จำนวนเพียงเล็กน้อย ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจทำให้ความมั่งคั่งของลูกค้าตะวันออกกลางสูงขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นสัดส่วนใหญ่ของผู้ป่วยต่างชาติในไทย ความขัดแย้งทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเป็น 5.28% ในเดือนก.พ. และทำให้ต้นทุนดำเนินงานสูงขึ้น แต่โรงพยาบาลจะสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้ผู้ป่วย
ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่โควิดรวม (BH, BDMS, BCH และ CHG) ในไตรมาส 4/64 ฟื้นตัว 30% จากไตรมาสก่อน เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท แตะ 89% ของไตรมาส 4/62 (ก่อนโควิด) โดยโมเมนตัมรายได้จะต่อเนื่องปีนี้เนื่องจากผู้ป่วยคลายกังวลในการเข้ารักษาในโรงพยาบาลซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทุกโรงพยาบาล
การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สูงขึ้น
นอกจากนี้หลังการเปิดเมืองในเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติของ BH และ BDMS ในไตรมาส 4/64เพิ่มขึ้น 28%จากไตรมาสก่อน เป็น 5.6 พันล้านบาท แตะระดับ 61% ของระดับไตรมาส 4/62 โดยคาดรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติจะเติบโต 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 2.3 หมื่นล้านบาทในปีนี้ ซึ่งจะมารักษาโรคซับซ้อนซึ่งมีค่ารักษาและอัตรากำไรขั้นต้นสูง BH และ BDMS จะได้ประโยชน์จากการฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับซาอุฯ หลังหยุดไป 32 ปี
ส่วนประเด็นจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันแตะระดับสูงสุดใหม่ใน 26 ก.พ. และอยู่สูงกว่า 20,000 ราย ขณะที่การตรวจ RT-PCR รายวันเพิ่มขึ้น 28%จากไตรมาสก่อน เป็น 54,807 รายช่วง 1 ม.ค. -19 ก.พ. แต่กระทรวงสาธารณสุขปรับลดราคาเบิกจ่าย UCEPCOVID ได้แก่ RT-PCR ลง 27-31% และค่าห้องผู้ป่วยสีเขียวลง 20-33% (รพ., โฮสพิเทล, รพ.สนาม, การกักตัวที่บ้านหรือชุมชน) เป็นเหมาจ่าย 6,000 บาทผู้ป่วยรักษาน้อยกว่า 7 วัน และ 12,000 บาทสำหรับผู้ป่วยที่รักษา 7 วันหรือมากกว่า
โดยการปรับลดนี้สะท้อนว่าจำนวนผู้ป่วยโควิดที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ทำให้รายได้สูงขึ้นในระดับเดียวกัน นอกจากนี้จำนวนผู้ป่วยโควิดคาดจะแตะระดับสูงสุดในเม.ย. และจะลดลงหลังจากนั้น โดยคาดว่าสัดส่วนรายได้เกี่ยวกับโควิดต่อรายได้รวมจะลดลงเป็น 37%, 44%, 10%, 10% จาก 56%, 52% 20%, 17% สำหรับ BCH, CHG, BH และ BDMS ตามลำดับ
หุ้นเด่นของกลุ่ม
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยชอบ BH และ BDMS จากแนวโน้มกำไรสดใสเติบโต 3 ปี (CAGR) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 39% และ 15% ตามลำดับจากการกลับมาของผู้ป่วยไทยโรคไม่เร่งด่วนและผู้ป่วยต่างชาติ และแนะนำ ถือ BCH และ CHG ซึ่งมีแนวโน้มกำไรลดลงตามรายได้เกี่ยวกับโควิด
ธุรกิจ Defensive
เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า หุ้นกลุ่มการแพทย์ หลังจากประกาศกำไรไตรมาส 4/64 ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด โดยมองว่าระยะนี้ยังเป็นกลุ่มหลุมหลบภัยท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดี เนื่องจากธุรกิจ Defensive และไม่มีฐานลูกค้าจากประเทศดังกล่าวเป็นหลัก
ขณะที่แนวโน้มการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติดีขึ้นต่อเนื่อง ส่วนในประเทศระยะสั้นการระบาดของโอมิครอนที่เร่งตัวหนุนรายได้เกี่ยวเนื่อง COVID-19 ให้เติบโตอีกครั้ง เบื้องต้นประเมินกำไรไตรมาส 1/65 มีลุ้นกลับมาเติบโตจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนระยะสั้น ฝ่ายวิจัยชอบ CHG PR9 BDMS
BDMS จะเป็นตัวเลือกที่ดี
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ที่ได้ออกมาประเมินว่า BDMS จะเป็นตัวเลือกที่ดีท่ามกลางเหตุการณ์ความตรึงเครียด และมีความไม่แน่นอนของการเมืองระดับโลกแบบนี้ ทำให้ตลาดผันผวนสูง แถมยังมีปัจจัยอัตราเงินเฟ้อเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ โดยฝ่ายวิจัยศึกษาความสัมพันธ์ของเงินเฟ้อทั่วไปกับผลประกอบการ BDMS พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับรายได้ 86% และกับอัตรากำไรขั้นต้น 74%
แสดงให้เห็นว่าสามารถ Hedging เงินเฟ้อได้และมีความสามารถส่งผ่านราคาไปยังปลายทางได้ และเมื่อเทียบความสัมพันธ์กับราคาหุ้นพบว่าเป็นเชิงบวก 55% กับเงินเฟ้อทั่วไป และ 66% กับเงินเฟ้อพื้นฐาน
ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานเป็นขาขึ้นทั้งในแง่รายได้ผู้ป่วย non-COVID ที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากต่างชาติบินเข้ามา (พบยอดจองเข้ารักษาต่างชาติเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ในไตรมาส 1/65) และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นมาระดับ pre-COVID-19 แล้วในไตรมาส 4/64 และคาดภาพรวมปี 65 ดีขึ้นต่อเนื่อง ตาม utilization rate ที่เพิ่มขึ้น และหากรักษาระดับเดียวกับไตรมาส 4/64 ได้ ก็จะเป็น upside กับประมาณการกำไร คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 26 บาท
BH เล่นรายใหญ่สุดในตลาดต่างชาติ
BH บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตั้งแต่ฝ่ายวิจัยมั่นใจสัญญาณการฟื้นตัวที่สดใจของ pent-up demand ที่อั้นไว้โดยเฉพาะผู้ป่วยชาวต่างชาติ ซึ่ง BH ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่สุดในตลาดนี้ ด้วยส่วนแบ่งรายได้กว่า 66% ก่อนโควิด และ 50% ในปัจจุบัน โดยฝ่ายวิจัยยังมองเห็นโอกาสเพิ่มเติมจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย-ซาอุฯ ที่จะเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ให้ BH ที่เชี่ยวชาญตลาดตะวันออกกลางอยู่แล้ว คาดเพิ่มฐานรายได้ต่างชาติ BH ได้อีกราว 3-5% ต่อปีในระยะยาว
อีกทั้ง BH ได้กลับสู่การคิดค่าบริการปกติ ทยอยลดการจัดแพ็คเกจ-ลดราคาอีกครั้ง (ผู้บริหารประเมินราคาเฉลี่ยเพิ่ม 3.2% ในปี 65 ซึ่งยังถือว่าอนุรักษ์นิยมกว่าปกติที่ 4-5%) หนุน margin ดีขึ้น (พิสูจน์แล้วในไตรมาส 4/64) ที่ผ่านมา โดยรวมจึงปรับเพิ่มการเติบโตเฉลี่ยจาก 8% CAGR เป็น 9.5% CAGR ปี 65-75 คงคำแนะนำซื้อ และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 190 บาท (เดิม 175 บาท)
