Official Update :

ตลท.เปิดตัว Livex เริ่มระดมทุน – ซื้อขาย 31 มี.ค. SMEs และ Startups เข้าร่วมปีนี้ 3 บริษัท จำกัดกลุ่มนักลงทุน เหตุมีความเสี่ยงสูง

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การจัดตั้ง Livex นั้นเป็นการเปิดช่องทางการระดมทุนให้กับธุรกิจ SMEs และ Startups ให้เข้าถึงการระดมทุนได้ง่ายและผ่อนคลายกฎเกณฑ์มากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตของบริษัทในกลุ่มนี้เพื่อให้มีความแข็งแกร่งและต่อยอดไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET และ ตลาดหลักทรัพย์ mai ในอนาคต


ทั้งนี้ กลุ่ม SMEs และ  Startups ถือว่ามีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจไทย  โดยขับเคลื่อน GDP ของประเทศในระดับ 1 ใน 3 ของทั้งหมด ก่อให้เกิดการจ้างงานในระดับฐานราก และการเติบโต ความแข็งแกร่ง


นายประพันธ์ เจริญประวัติ  ผู้ช่วยผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในการจัดตั้ง LiveX นั้น ตลท. และ ก.ล.ต. ได้มีแนวคิดในเรื่องนี้มานานมากกว่า 10 ปี ซึ่งเราได้ ศึกษาโมเดลในต่างประเทศมาทั่วโลก ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ในโลกมีกระดาน SMEs ให้เข้าระดมทุน


“เดิมทีเราสนใจในโมเดลของ อังกฤษ แต่มาดูจริงไม่เหมาะกับประเทศไทย ส่วนโมเดลของไต้หวันมี VC เยอะมากและพร้อมเข้าระดมทุน แต่ในไทยไม่มี VC ขนาดนั้น ทำให้โมเดลของไทย ไม่เหมือนกับใครในโลก”





แนวคิดของ LIVEX  จะเน้นใน 3 ส่วนสำคัญของโดยจะเน้นการผ่อนคลายให้ SMEe เข้าถึงตลาดทุนมากขึ้น ในขณะที่นักลงทุนที่จะเข้าลงทุนได้ ต้องมีความเหมาะสมกับความเสี่ยง

  • Ligth – touch Supervision ผ่อนปรนคุณสมบัติสำหรับบริษัทพร้อมกำหนดหน้าที่หลังเข้าจดทะเบียนให้เหมาะสมกับ SMEs และ Startups ให้โอกาสผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่อนคลายการตรวจสอบลงจาก SET mai  ให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ในค่าใช้จ่ายถูกลง และรวดเร็วมากขึ้น

  • Investor Protection กำหนดประเภทผู้ลงทุนและวิธีการซื้อขายให้เหมาะสมกับการกำกับดูแล และ ความเสี่ยง โดยเรากำหนดความเสี่ยงให้มีความเหมาะสม สกรีนให้ผู้ลงทุนที่เข้ามาซื้อขายให้เหมาะสม  เพราะเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงและมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

  • Information – Based เน้นการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญของบริษัท และการติดตาม หรือ สอบถามข้อมูลโดยผู้ลงทุน



ต้นทุนถูกกว่าเข้า mai

โดยในฝั่งผู้ระดมทุน การเข้าระดมทุนผ่าน Livex จะมีกฎเกณฑ์ที่ผ่อนคลายมากกว่า และช่วยลดต้นทุนจากการเข้าจดทะเบียน จากในmai ที่ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท ในการเข้าจดทะเบียน  ส่วนบริษัทที่จะเข้าระดมทุน ทางตลท.ได้เตรียมความพร้อมมาต่อเนื่อง ที่ผ่านมามีการจัดหลักสูตรเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ มาแล้ว 2 รุ่น ทั้ง SMEs และ Startups  กว่า 60 รายเข้าร่วมอบรม ซึ่งมีประมาณ 20 % หรือ  10 บริษัทที่จะเข้าระดมทุนใน Livex


ตอนนี้มี 3 บริษัทจะยื่นไฟลิ่งในปี 2565 คาดว่าจะยื่นไฟลิ่งบริษัทแรกในไตรมาสที่ 2 คาดจะเข้าซื้อขายได้ในไตรมาสที่ 3 ธุรกิจที่สนใจ จะมี เฮลแคร์ เทคโนโลยี ปัจจุบันปิดงบ PAE แล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยการจัดทำไฟลิ่ง อีกรายเป็นธุรกิจด้านอาหาร อีก 1 รายด้านซอฟแวร์ ไอที เทคโนโลยี


นอกจากนี้บริษัทลูกของธุรกิจขนาดใหญ่ มีติดต่อสอบถามเข้ามาขอข้อมูลแสดงความสนใจจะเข้าจดทะเบียนใน Lvex  ก่อนที่จะเข้าต่อยอดไปยัง mai และ SET ในอนาคต ซึ่งจากการประเมินแล้วเราพบว่า ความสำเร็จของ Livex  คือ สิ่งที่น่าจับตา และมีความเป็นไปได้ว่า อาจจะประสบความสำเร็จมากกว่า mai ในระยะเริ่มต้น




สำหรับผู้ลงทุนนั้น ด้วยความเสี่ยงของธุรกิจ SMEs และ Startups นั้น ธุรกิจขนาดเล็ก มีความเสี่ยงในด้านความอ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างมาก และการติดตามข่าวสารของนักลงทุน ซึ่งนักลงทุนต้องเข้ามาถามคำถามและตอบคำถามกับผู้ลงทุน ซึ่งการลงทุนใน SME มีความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่มีผลตอบแทนที่สูงอาจจะ 5 เท่า หรือ  10 เท่า ความเสี่ยงจะคุ้มหรือไม่กับการเข้ามาลงทุน


ดังนั้นต้องให้นักลงทุนที่มีความสามารถดูแลตัวเองได้  โดยไม่เปิดให้นักลงทุนรายย่อยเข้าลงทุน โดยกำหนดให้กลุ่มนักลงทุนที่เข้าลงทุนได้ คือ กลุ่มนักลงทุนสถาบัน  นิติบุคคลร่วมลงทุน กิจการเงินร่วมลงทุน   หรือผู้ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการลงทุน  กลุ่มบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับบริษัท  หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ


ส่วนในอนาคต ถ้า Livex ไปได้ดี อาจมีการตั้งกองทุนผ่านบลจ.ที่มีความรู้ความเข้าใจเป็นผู้ดูแลการลงทุน และซื้อกองทุนผ่านกองทุนนั้น  จะช่วยบริหารจัดการกองทุนให้ก็อาจเป็นแนวคิดหนึ่งที่อาจพัฒนาได้ในอนาคต

ไชยรัตน์ ศรีสุข

บรรณาธิการหุ้นและการลงทุน Wealthythai.com