SCB ดิ่งร้อนแรง!! หลังสิ้นสุดซื้อหุ้นในกระดานแลกหุ้น SCBX
ตลาดหลักทรัพย์รายงานว่า ผู้ถือหุ้นของ SCB ที่ตอบรับคำเสนอซื้อจะได้รับชำระเป็นหุ้นสามัญที่ออกใหม่ของบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) อัตราส่วนการแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์เท่ากับ 1 หุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของ SCB ต่อ 1 หุ้นสามัญที่ออกใหม่ของบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) โดยวันที่ 11 เม.ย.65 เป็นวันสุดท้ายที่จะซื้อหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิของ SCBในตลาดหลักทรัพย์และสามารถนำมาเสนอขายให้แก่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ได้
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประกาศวันที่รับหุ้นสามัญที่ออกใหม่ของบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในวันเดียวกันกับวันที่ประกาศเพิกถอนหลักทรัพย์ของ SCB
ปันผลพิเศษ 5.9 บาท
หากเข้าไปสำรวจพื้นฐานนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่าคงราคาเป้าหมายสำหรับปี 65 ที่ 157 บาท อิง PBV 1.15 เท่า Upside จากราคาเป้าหมายและปันผลประจำปี รวมถึงปันผลพิเศษที่จะจ่ายภายหลังการปรับโครงสร้าง SCBx เสร็จอีกราว 5.9 บาท ทำให้ Upside รวมยังน่าสนใจ อย่างไรก็ตามการซื้อ หุ้น SCB หลังวันที่ 11 เม.ย. 65 จะไม่สามารถแลกหุ้นเป็น SCBx ได้ จึงแนะนำให้เข้าซื้อ ภายหลังกระบวนการแล้วเสร็จ
คงคาดการณ์กำไรปี 65 ไว้ที่ 43,831 ล้านบาท เติบโต 23%จากปีก่อน โดยในแง่รายได้อาจเติบโตได้บ้าง หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่ด้วยฐานที่สูงในปี 64 (โดยเฉพาะรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่มีกำไรจากเงินลงทุนและ NPA) ทำให้อัตราการเติบโตไม่สูง
อย่างไรก็ตามปัจจัยหนุนสำคัญคาดมาจากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ที่ลดลงค่อนข้างมาก (คาด Credit Cost 140 bps จากปี 64 ที่ 196 bps) เนื่องจากธนาคารได้มีการตั้งสำรองและจัดชั้นในเชิงคุณภาพสำหรับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงไปในปี 64 แล้ว
สำหรับการปรับโครงสร้าง ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการแลกหุ้น SCB เป็น SCBx ซึ่งภายหลังผู้ถือหุ้น SCB ตอบรับมากกว่า 90% จะมีการจดทะเบียน SCBx เข้าขายในตลาด (ภายใต้ Ticker : SCB) และถอนหุ้น SCB ออกจากการซื้อขายในตลาด
ไตรมาส 1 กำไรโตเด่น
ขณะที่คาดกำไรไตรมาส 1/65 ที่ 10,749 ล้านบาท เติบโต 36%จากไตรมาสก่อน และเติบโต 7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินเชื่ออาจเติบโตได้เล็กน้อย หนุนให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเติบโตราว 2%จากไตรมาสก่อน ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมอาจอ่อนตัวลงเล็กน้อยตามฤดูกาลราว 2% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอื่นๆ อาจอ่อนตัวลงค่อนข้างมากราว 28%จากไตรมาสก่อน ทั้งนี้เนื่องจากในไตรมาสก่อนมีกำไรจากการขายเงินลงทุนและ NPA เข้ามาหนุน
ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานคาดลดลงราว 7%จากไตรมาสก่อน หลังในไตรมาสก่อนมีค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบและค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัทใหม่เพิ่มขึ้นมา ขณะที่ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้คาดลดลงราว 25%จากไตรมาสก่อน เนื่องจากไตรมาสก่อนมีการจัดชั้น NPL เชิงคุณภาพ ทำให้สำรองสูงกว่าปกติขณะที่ในด้านคุณภาพหนี้เราคาดว่าจะดีขึ้น หลังธนาคารได้รับรู้ NPL ในเชิงรุกไปบางส่วนแล้ว
