SKY เปิดกลยุทธ์ “CONNECTING THAILAND” โชว์งานในมือ 1.6 หมื่นล้านบาทนำบริษัทสู่ Tech Company
นายขยล ตันติชาติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมืออยู่ประมาณ 16,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในแต่ละปี โดยงานส่วนใหญ่เป็นรูปแบบของงานประเภทเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบิน โดยมีแผนที่จะขยายสัดส่วนลูกค้าเป็นภาครัฐ 80% และเอกชน 20%
ขณะเดียวกันการที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและธุรกิจทั่วโลก และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน บริษัทในฐานะ Tech Company จึงได้เดินหน้าแผน “CONNECTING THAILAND” เชื่อมต่อเทคโนโลยีทันสมัยเข้ากับภาคธุรกิจและการดำเนินชีวิตของผู้คน และเชื่อมต่อระบบนิเวศทางเทคโนโลยี (Tech Ecosystem) ของประเทศไทยให้พร้อมเดินหน้าสู่อนาคต
สำหรับแผน CONNECTING THAILAND ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย 1.Advanced Tech สร้างสรรค์เทคโนโลยีขั้นสูงจากการนำหลากหลายเทคโนโลยี อาทิ IoT, Big Data, Cloud มาผสานการทำงานร่วมกัน จนเกิดเป็นโซลูชันใหม่ๆ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน
2.AI-Empowered Solution พัฒนาและนำโซลูชั่นที่ต่อยอดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาตอบโจทย์การดำเนินงานของภาคธุรกิจและการยกระดับคุณภาพชีวิต 3.Tech Talent Transformation มุ่งทรานส์ฟอร์มคน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร และสนับสนุนการสร้างว่าที่ Tech Talent คนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับทุกกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี เพื่อร่วมแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคน รวมถึงพื้นที่การบ่มเพาะไอเดียใหม่เพื่อ Reskills และ Upskills ของ Tech Talent
ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เชื่อว่าผลประกอบการของ SKY ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยผลประกอบการปี 65 มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น จากจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่ฟื้นตัวขึ้นนับตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้โครงการจ้างให้บริการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APPS) ปรับตัวดีขึ้น
2.Backlog ณ สิ้นม.ค.อยู่ในระดับสูงถึง 2.56 หมื่นล้านบาทซึ่งจะทยอยรับรู้ปีนี้ราว 15-20% 3) การขยายฐานลูกค้าภาคเอกชนอย่างผ่าน Smat Security Platform ภายใต้ชื่อ TOSSAKAN (ทศกัณฐ์)โดยมุ่งเน้นเจาะตลาดความปลอดภัยของอาคารเป็นหลัก เราคงประมาณการรายได้และกำไรสุทธิปี 65 ที่ระดับ 4,184 ล้านบาท และ 243 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.4% และ 406.3% ตามลำดับ
