Sell in May มาแน่! แต่เป็นโอกาส “ซื้อ” 5 หุ้นเด่นที่จะ Outperform ตลาด

เข้าสู่เดือน พฤษภาคม 2565 ตลาดหุ้นยังมีแรงกดดันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้นักวิเคราะห์ต่างออกมาประเมินว่ามีโอกาสที่จะเกิด Sell in May ซึ่งคาดจะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นลบในเดือนนี้  ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนควรทำอย่างไร และหุ้นไหนจะน่าลงทุน บทความนี้มีคำตอบแล้ว


หากอ้างอิงจากการประเมินของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ที่ออกมาระบุว่า สถิติบ่งชี้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเกิด Sell in May มากถึง 60% จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี (2555-2564) พบว่า SET Index ให้ผลตอบแทนเป็นลบมากถึง 6 ปี และมี 4 ปี เท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกหรือบอกได้ว่าตลาดหุ้นไทยมีความน่าจะเป็นสูงถึง 60% ที่จะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นลบในการลงทุนเดือน พ.ค. และในปีนี้มีโอกาสที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เพราะตลาดมีหลายปัจจัยกดดัน อาทิ เฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ย, สงครามยูเครนรัสเซีย และจีนล็อกดาวน์


เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ที่ออกมาประเมินว่าคาด Sell in May มีโอกาสเกิดจากทั้งสถิติในอดีต รวมถึงแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่เติบโตชะลอจากผลกระทบของ สงคราม จีนกลับมาLockdown ขณะที่นโยบายการเงินของ FED จะเริ่มตึงตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งการขึ้นดอกเบี้ยและเริ่มลดขนาดงบดุล ทำให้ SET Index มีโอกาสพักตัวระยะสั้น อย่างไรก็ตามแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/65 คาดยังอยู่ในเกณฑ์ดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และคาดเร่งตัวในครึ่งหลังปีนี้ จากการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ



คาดตลาดหุ้นฟื้นตัวครึ่งหลังปีนี้

หากอิงจากสถิติ 10 ปีย้อนหลัง SET Index ในเดือน พ.ค.ให้ผลตอบแทนเป็นลบเฉลี่ย 1.25% ด้วยความน่าจะเป็น 60%อย่างไรก็ตามหากไม่นับ พ.ค. 63 ที่ดัชนีฟื้นแรงหลัง COVID-19 ระลอกแรกและพ.ค. 64 ที่ดัชนีปรับลงแรง ภายในเดือนระหว่างเดือนที่ฟื้นตัวได้แรงเดือนเกือบ 5% แตะ 1,500 จุดพบว่าช่วงปี 2555-2562 ดัชนีเดือน พ.ค. ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย ติดลบ 2% ด้วยความน่าจะเป็น 75%


ประกอบกับปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ลากยาวและอาจยืดเยื้อเป็นปี รวมถึงการระบาดของ COVID-19 ในจีนถือเป็นปัจจัยที่กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลก จึงเชื่อว่ามีโอกาสค่อนข้างสูงที่ Sell in May ในปีนี้จะเกิด และสอดคล้องกับมุมมองฝ่ายวิจัยที่คาด SET Index จะพักตัวระยะสั้นในเดือน เม.ย.-พ.ค.65 ก่อนฟื้นตัวอีกครั้งในครึ่งปีหลังของปีนี้ และปัจจัยกดดันหลักอีก 1 อย่าง คือนโยบายการเงินของ FED ที่จะเริ่มตึงตัวขึ้้นเร็ว เพื่อสกัดเงินเฟ้อของสหรัฐฯที่ยังเร่งตัว


ทั้งนี้หลังจากกลุ่มธนาคารประกาศกำไรไตรมาส 1/65 ออกมาครบแล้วในเดือน เม.ย. ซึ่งภาพรวมดีกว่าตลาดคาดเล็กน้อย ต่อไปจะเป็นคิวของฝั่ง Real Sector ซึ่งภาพรวมคาดเห็นการฟื้นตัวทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน (ตัวเลขจาก Bloomberg Consensus ล่าสุด เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน, เพิ่มขึ้น 68% ช่วงเดียวกันของปีก่อน)


โดยกลุ่ม Domestic และ Reopening Play สามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แม้โอมิครอนจะระบาดหนักแต่ภาครัฐไม่ Lockdown และมองข้ามไปสู่การอยู่ร่วมกับ COVID-19 ขณะที่หุ้น Global Play โดยเฉพาะ Commodity ปรับตัวขึ้นตามราคาสินค้า จากผลกระทบของสงครามโดยเฉพาะน้ำมันดิบ ทำให้ภาพรวมกำไรคาดออกมาไม่แย่ และคาดมีโมเมนตัมที่ดีต่อเนื่องในทุกๆไตรมาสของปีนี้ โดยเฉพาะครึ่งหลังปี 65 จากการเปิดประเทศเต็มรูปแบบหนุนการท่องเที่ยวฟื้นตัวชัดและเป็นบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว


จากมุมมองที่คาด SET Index มีโอกาสอ่อนตัวลงหากรอบ 1,600-1,650 จุด จากปัจจัยภายนอกที่กดดันระยะสั้น ขณะที่ภาพเศรษฐกิจไทยทยอยเร่งตัวสวนทาง เศรษฐกิจโลก จงมองเป็นโอกาส “ทยอยสะสม” หุ้นพื้นฐานที่ระดับดังกล่าว ซึ่งเป็นระดับที่ Valuation เร่มจูงใจเทียบกับ SET Target 1,770 จุด โดยยังคงเน้นหุ้น Value Play ที่มี PER/PBV ไม่สูงเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตก่อน COVID-19 ซึ่งจะช่วยจกัด Downside ของและเหมาะกับนโยบายการเงนของธนาคารกลางทั่วโลกที่มีแนวโน้มตึงตัว นอกจากนี้ระยะสั้นคาดหุ้นที่มีโมเมนตัมกไรไตรมาส 1-2/65 โดดเด่นจะ Outperform ตลาดได้เช่นกัน เลือก Top Pick 5 ตัว สาหรับเดือน พ.ค. ได้แก่ GFPT, ILINK, SAPPE, SMT และTH



GFPT ผลงานไตรมาส 2 ไปต่อ

GFPT แม้ต้นทุนวัตถุดิบยังขึ้นต่อ โดยราคาข้าวโพดเฉลี่ยไตรมาส 2 ถึงปัจจุบัน เพิ่มขึ้น 2-4%จากไตรมาสก่อน และราคากากถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน แต่คำสั่งซื้อยังฟื้นตัวได้ดีตามฤดูกาล ขณะที่ราคาไก่ปรับขึ้นดีล่าสุดอยู่ที่ 41- 42 บาท/กก. เพิ่มขึ้น 5-8% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 26%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญคือมีการปรับขึ้นราคาขายส่งออกราว 400-500 เหรียญต่อตัน หรือราว 10% มากกว่าที่เคยคาดว่าจะขึ้นราว 100-200 เหรียญต่อตัน น่าจะช่วยหักล้างผลลบจากต้นทุนที่ปรับขึ้นได้ จึงคาดกำไรไตรมาส 2/65 อาจปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน


ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าปริมาณส่งออกไก่ปีนี้ที่ 3 หมื่นตัน เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน โดยไตรมาส 3/65 จะเป็นช่วง High Season ของการส่งออกยังมองแนวโน้มราคาไก่ทรงตัวสูงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี แต่ยังต้องติดตามราคาวัตถุดิบในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ทั้งนี้ยังคาดกำไรปีนี้ไว้ตามเดิมที่ 1.3 พันล้านบาท ฟื้นแรงจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 209 ล้านบาท แนะนำ ซื้อ คงราคาเป้าหมายที่ 16 บาท (อิง PE 15 เท่า)



ILINK ปี
นี้มีแนวโน้มจะเป็นปีที่ดี

ILINK โดยปีนี้มีแนวโน้มว่าจะเป็นปีที่ดีของทั้งกลุ่ม ILINK คาดการณ์รายได้ปีนี้ เติบโต 8%จากปีก่อนขับเคลื่อนด้วย Distribution และ Telecom ก่อนจะเร่งตัว 13% ในปี 66 เมื่อ EPC มาเป็นตัวช่วย และคาดกำไรปกติปี 65-67 เติบโตเฉลี่ย 13.5% CAGR ประเมินราคาเป้าหมาย 12.00 บาท อิง SOTP โดยใช้ PE 13 เท่า สำหรับธุรกิจของ ILINK และใช้ราคาเป้าหมาย 7.10 บาทสำหรับ ITEL และ discount 20% แนะนซื้อ


สิ้นปี 64 ธุรกิจ EPC มี Backlog ไม่สูงนัก 667 ล้านบาท จะรับรู้ในปีนี้ทั้งหมด บริษัทได้เข้าร่วมประมูลงานขนาดใหญ่อีก 4 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 3.6 พันล้านบาท หากบริษัทชนะการประมูลงานขนาดใหญ่อย่างงานก่อสร้างสายเคเบิ้ลใต้น้ำไปยังเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี มูลค่า 1.7 พันล้านบาท คาดว่าราคาเป้าหมายมี Upside ราว 1.20-1.40 บาทต่อหุ้น


นอกจากนี้คาดว่าในปี 65-67 รายได้จากธุรกิจ Distribution จะโตเร่งตัวกว่าในอดีต เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 14% CAGR จากรายได้จะเติบโตสูงจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโครงข่ายพื้นฐาน ตามความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปซึ่งเป็นเทรนด์เดียวกันทั่วโลก การ Work from Home/Online Learning ทำให้ผู้บริโภคต้องการใช้ High speed Internet และเป็นอินเตอร์เน็ตที่มีความเสถียร รวมถึงมีความต้องการใช้ Data center มากขึ้น สอดคล้องกับ Global Cabling Market ที่คาดโตเฉลี่ย 7.4% CAGR (64-73) ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตเร็วที่สุด 9.2% CAGR ในช่วงปี 64-66



SAPPE ผลงานโดดเด่น

SAPPE แนะน ซื้อ ด้วยแนวโน้มกำไรครึ่งปีแรกของปีนี้ ดูดีกว่าที่เคยคาด จึงอยู่ระหว่างปรับเพิ่มกำไรปีนี้ จากปัจจุบันที่ให้ไว้ 437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4%จากปีก่อน และจะปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจากปัจจุบันที่ 33 บาท (อิง PE 23 เท่า)


ทั้งนี้แนวโน้มกำไรจะดีขึ้นต่อในไตรมาส 2/65 เพราะเป็น High Season ของธุรกิจ ขณะที่ต้นทุน Pet Resin ได้ล็อกไว้ล่วงหน้าแล้ว และจะทยอยออกสินค้าใหม่มากขึ้นในไตรมาส 2-3/65 ซึ่งหนึ่งในนั้นคาดจะมี CBD Drink ด้วย โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 65 เติบโต 15%จากปีก่อน จากรายได้ในประเทศโต 10-15%จากปีก่อน และตลาดส่งออกที่ตั้งเป้าโตต่อ 15-20%จากปีก่อน


โดยอยู่ระหว่างขยายช่องทางการขายเพิ่มเติมในหลายประเทศ ฝ่ายวิจัยมองว่าตลาดอินเดียที่เริ่มเติบโตเร่งตัวขึ้น จะเป็นโอกาสการเติบโตรอบใหม่ในระยะถัดไปของ SAPPE เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพ จากจำนวนประชากรที่มากถึง 1.38 พันล้านคน อันดับ 2 รองจากจีน และถือเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายสำหรับแบรนด์ โมกุ โมกุ (น้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว)



SMT
กำไรไตรมาส 2/65 จะทำนิวไฮ

SMT แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/65 จะเร่งขึ้นต่อเนื่อง จากคำสั่งซื้อของจริงที่ครอบคลุมทั้งไตรมาสแล้ว และเป็นระดับที่ทำจุดสูงสุดใหม่ ขณะที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่คือ สหรัฐ และปัจจุบันยังมีสัดส่วนรายได้กลุ่ม Automotive ไม่มากนัก โดยรวมผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ของจีนยังจำกัด ภาพรวม Supply Chain ยังอยู่ใน


ระดับที่ ล่าสุด Lead Time ของวัตถุดิบเริ่มสั้นลงเหลือ 5 เดือน จากช่วงก่อนหน้าที่ยาวถึง 9-12 เดือน ขณะที่ได้อานิสงส์เชิงบวกจากค่าเงินบาทอ่อนค่า มีโอกาสที่กำไรไตรมาส 2/65 อาจเร่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่


ด้วยแนวโน้มกำไรครึ่งปีแรก ดูดีกว่าที่เคยคาดไว้ จึงปรับเพิ่มกำไรสุทธิปีนี้ขึ้้น 8% เป็น 237 ล้านบาท เติบโต 12.9%จากปีก่อน และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 6 บาท จากเดิม 5.5 บาท (อิง PE 23 เท่า) ปรับคำแนะนำเป็น ซื้อ จากเดิม ถือ อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามสถานการณ์คำสั่งซื้อและวัตถุดิบต่อในช่วงครึ่งหลังของปีนี้



TH
รับราคาเป้าหมายใหม่ 9.00 บาท

TH ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 9.00 บาท จากเดิม 5.10 บาท อิง PE 35.0 เท่า เท่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม AMC ในปัจจุบัน และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ Implied target PE ของกลุ่มที่ 32.3 เท่า ทั้งนี้ บริษัทออกวอร์แรนท์ THAM-W3 (XW 13 พ.ค. 65) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการประมูลซื้อหนี้ในอนาคต หากวอร์แรนท์ใช้สิทธิเต็มจำนวน ราคาเป้าหมายจะ dilute เป็น 2.20 บาท ยังคงแนะนำ ซื้อ


ปรับประมาณการกำไรปกติปี 65-67 ลงเฉลี่ยปีละ 14.7% เป็นปี 65 ที่ 242.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 227.4%, ปี 66 เป็น 429.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 76.3%, และปี 67 เป็น 546.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.9% จากปีก่อน เป็นการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 49.0% CAGR ในช่วงปี 65-67 โดยกำไรหลักกว่า 90% ยังคงมาจาก THAM ทั้งนี้ ยังสมมติฐานการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพมาบริหารปีละ 6 พันล้านบาท ยอดจัดเก็บ 7.0% อัตรากำไรขั้นต้น 68%


ปัจจุบัน THAM มีมูลหนี้ภายใต้การบริหารรวม 4 พันล้านบาท บริษัทตั้งเป้าซื้อหนี้ปีละ 6 พันล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าหนี้เสียที่จะประมูลจาก Banks และ Non-banks อีก 4-5 พันล้านบาท จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2-3/65 ภายหลังมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของธปท. สิ้นสุดลงในเดือน มิ.ย. มีโอกาสเห็น NPL สูงขึ้นและสถาบันการเงินต่างๆ เตรียมปล่อยหนี้เสียออกมา เชื่อว่า THAM จะซื้อหนี้เสียได้ตามเป้า ขณะที่การจัดตั้ง JV AMC ร่วมกับสถาบันการเงิน เชื่อว่าจะเห็นความคืบหน้าในช่วงครึ่งหลังปีนี้



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Stock of the Day
ก.ล.ต. เร่งตรวจสอบ ปม "สุภาพร พิมพงษ์" หลังพบพิรุธส่อแวว “ข้อมูลไม่ตรงปก” ชี้หากข้อมูลเท็จ พร้อมเอาผิดตามกฎหมาย
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
ครึ่งแรกปี26 “ต่างชาติ” ซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 3 หมื่นลบ. ส่วนครึ่งหลังปีนี้มี “หุ้นกู้” ครบอายุกว่า 4.2 แสนลบ. ส่วนใหญ่ 90% เป็น “Investment Grade” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ก.ล.ต. นั่งไม่ติด! แจงปม “สุภาพร พิมพ์พงษ์” ชี้ถอนรายงานหลังพบเป็นธุรกรรมทิพย์ จ่อดำเนินคดีหากพบเจตนาส่งข้อมูลเท็จ
เมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว
Video
“ONE-SINGEQ” โอกาสลงทุน "หุ้นสิงคโปร์"...รับ “การปฏิรูปตลาดทุน” ครั้งใหญ่ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ส่องมุมมอง 3 หุ้นเทคระดับโลก ใครถูกอัปเกรด ใครถูกหั่นคำแนะนำ?
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us