TU โชว์ยอดขายไตรมาสแรก 3.62 หมื่นล้าน สูงสุดในประวัติศาสตร์ คาดความต้องการอาหารแช่แข็งสูงต่อเนื่อง
นาย ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่า ไตรมาส 1/65 บริษัทมียอดขาย 36,272 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงเป็นประวัติการณ์ เนื่อจากมีปัจจัยจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและปริมาณขายที่เติบโต เพราะราคาขายที่ปรับสูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน
โดยยอดขายกลุ่มอาหารทะเลแปรรูป เพิ่มขึ้น 14,3% จากไตรมาส 1/2564 ยอดขายอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นยังฟื้นตัวต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 14.2% จากไตรมาส 1/2564 และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มเติบโตจากความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นและมียอดขายเพิ่มขึ้น27.2% จากไตรมาส 1/2564 รวมถึงการปรับตัวอ่อนค่าของสกุลเงินบาทช่วยให้ยอดขายในไตรมาส 1/2565 เติบโต
ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 1/2565 อยู่ที่ 1,746 ล้านบาท ลดลง 3.2% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ยอดขายธุรกิจหลักยังคงเติบโตแข็งแกร่งขณะที่อัตรากำไรได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและส่วนแบ่งขาดทุนจากธุรกิจ Red Lobster
อย่างไรก็ตาม รายได้อื่นและรายการเครดิตภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้น ช่วยลดผลกระทบจากความท้าทายดังกล่าว โดยอัตรากำไรสุทธิไตรมาส 1/2565 จึงยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 4.8% เทียบกับ 5.8% ในไตรมาส 1/2564 กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปรกติอยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท ลดลง17.8% จากไตรมาส 1/2564 โดยมีรายการพิเศษจากการที่บริษัทฯได้รับเงินชดเชยจาก UK Marine Management Organization(MMO) จากกระบวนการการเรียกร้องทางแพ่งของ John West หลังจากศาลตัดสินว่าไม่ความผิดใดๆ จำนวน 77 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทได้ตั้งเป้าหมายทางการเงินประจำปี 2565 จากการคาดการณ์เบื้องต้น ซึ่งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ หากปัจจัยหลักที่กระทบการดำเนินงานมีการเปลี่ยนแปลงไปจากข้อสมมติฐานที่บริษัทใช้ในการประมาณการ โดยคาดว่ายอดขายจะเติบโต 7-8% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต4-5% และปรับลดอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17.5-18% จากเดิมที่คาดว่าจะทำได้18 -18.5% และปรับลด SG&A ต่อยอดขายเหลือ 12-12.5% จากเดิมอยู่ที่ 12-13% และเตรียมงบลงทุนไว้ จำนวน 6,000 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ คือความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานยังคงอยู่ โดยราคาวัตถุดิบต้นทุนบรรจุภัณฑ์ ส่วนผสมอาหาร น้ำมันและก๊าส และอุปกรณ์อื่น ๆ ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ในไตรมาส 1/2565ในไตรมาส 1/2565 บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตหลักที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และค่าขนส่งที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่าผลกระทบราว 710 ล้านบาท
นายธีรพงศ์ กล่าวว่า “แม้ว่าเราจะต้องเผชิญกับความท้าทายทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไทยยูเนี่ยนยังสามารถทำผลงานได้ดี รวมถึงยอดขายจากหน่วยธุรกิจหลักทั้ง 3 ส่วน โดยไทยยูเนี่ยนยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความเป็นอยู่ และความปลอดภัยของพนักงาน ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาด เรามีมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ทำให้บริษัทสามารถจัดการฐานการผลิตทั่วโลกของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถผลิตสินค้าคุณภาพให้กับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง”
ความต้องการสินค้าทั่วโลกส่งผลดีต่อยอดขายของบริษัท ซึ่งธุรกิจหลักทั้ง 3 ส่วนของบริษัทมียอดขายที่เพิ่มขึ้น โดยธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องมียอดขายเพิ่มขึ้น 14.3 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 15,527 ล้านบาทในไตรมาสแรก มีปัจจัยบวกจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ส่งผลบวกต่อธุรกิจ และราคาขายของสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ขณะที่ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นมียอดขายเพิ่มขึ้น 14.2 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 13,790 ล้านบาท สืบเนื่องจากความต้องการที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชีย ที่มีความต้องการสินค้าประเภทกุ้งสูงขึ้น อีกทั้งธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเริ่มทยอยฟื้นตัว และเช่นเดียวกัน อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้ส่งผลบวกต่อยอดขาย นอกจากนี้บริษัทยังได้นำระบบเครื่องจักรอัตโนมัติเข้ามาใช้ในโรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและบริหารจัดการต้นทุนต่อหน่วย
ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและสินค้าเพิ่มมูลค่า ยังคงมีส่วนสำคัญในการเติบโตทางธุรกิจของไทยยูเนี่ยนอย่างต่อเนื่องในไตรมาสแรกของปี ด้วยยอดขายที่พุ่งสูงขึ้น 27.2 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 6,955 ล้านบาท จากการที่ผู้คนใช้เวลาอยู่กับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นและบริษัทมีการออกผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต่างๆ นอกจากนี้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยังมียอดขายที่สูงขึ้นด้วย
ในไตรมาสแรกของปีนี้ ไทยยูเนี่ยนยังได้ขยายธุรกิจไปยังตลาดอื่นๆ และมีการตั้งบริษัทร่วมทุน ร่วมกับ บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท Srinivasa Cystine Private Limited ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออะแวนติ กรุ๊ป โดยใช้ชื่อ บริษัท อาร์บีเอฟ-ทียู ฟู้ด อินกรีเดียนท์ ไพรเวท จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายส่วนผสมในอาหารคุณภาพสูงในประเทศอินเดีย
ในไตรมาสแรกเช่นเดียวกัน ไทยยูเนี่ยนยังเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่นี้กับ บริษัทแปซิฟิค ห้องเย็น ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ในนาม บริษัท แปซิฟิค ทียูเอ็ม โคลด์ สโตเรจ จำกัด บริษัทร่วมทุนใหม่นี้จะดำเนินการก่อสร้างคลังสินค้าห้องเย็นในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อรองรับการจัดเก็บวัตถุดิบและสินค้าที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
“ท่ามกลางวิกฤตนั้นมีโอกาส และในขณะเดียวกันในวิกฤตก็มีความท้าทายอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลกระทบจากโอไมครอน รวมถึงสถานการณ์ห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งทั่วโลก และแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงยึดกลยุทธ์หลักในเรื่องความหลากหลายของธุรกิจ โดยได้ลงทุนและขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องในธุรกิจที่มีอัตราการทำกำไรสูง ซึ่งเราจะสามารถใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าและใช้วัตถุดิบในโรงงานได้อย่างคุ้มค่า และให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ผ่านผลิตภัณฑ์และธุรกิจต่างๆ ของเรา เพื่อให้ธุรกิจหลักเติบโตและทำกำไร รวมถึงขยายตัวไปยังธุรกิจที่น่าสนใจเพื่อสร้างสุขภาพความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้คนและได้ดูแลสิ่งแวดล้อมและท้องทะเลไปพร้อมกัน” นายธีรพงศ์กล่าว
