เฟ้นหาหุ้นราคา “แลกการ์ด” น่าดัก “ซื้อ” ที่จะได้แรงหนุนจากการ Cover short
หลังจากที่ Wealthy Thai ได้นำเสนอประเด็น “หุ้นไทยเสี่ยงโดนบอมซ้ำ!! Short Sales พุ่ง 9 พันล้านบาท” ไปแล้วนั้น ล่าสุดหลังจากตลาดหุ้นไทยปรับฐานลงมาตลอด 1 เดือนกว่าๆ ทำให้นักวิเคราะห์ได้ออกมามองหาหุ้น Laggard ที่มีโอกาสรีบาวน์กลับ และอาจได้แรงหนุนจากการ Cover Short ซึ่งจะน่าสนใจแค่ไหน อ่านได้ผ่านบทความนี้
สำหรับความหมายของ Cover Short หรือ การซื้อหุ้นคืน โดยนักลงทุนสายยืมหุ้นออกมาขายหรือสายทำชอร์ต ต้องรีบซื้อหุ้นเพื่อส่งมอบหุ้นคืน จึงเรียกว่ากันว่า Cover Short ซื้อเพื่อส่งมอบหุ้นคืนหลังการขายช็อต
โดยจากมุมมองของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากตลาดหุ้นไทยปรับฐานลงมาตลอด 1 เดือนกว่าๆ โดยลดลง 4.7% นับตั้งแต่ 4 เม.ย. 65 แต่ยังมีหุ้นอีกหลายบริษัทที่ลงแรงกว่า SET มาก ดังนั้น ฝ่ายวิจัยฯ จึงทำการค้นหาหุ้น Laggard ที่มีโอกาสรีบาวน์กลับ และอาจได้แรงหนุนจากการ Cover Short เพิ่มเติม ที่น่าจะเป็นหุ้นที่มีโอกาสรีบาวน์กลับชนะตลาดในระยะถัดไปได้ โดยผ่านเงื่อนไขต่างๆ ดังนี้
1.หุ้นที่ราคาหุ้นปรับลงแรงมากกว่า SET (ตั้งแต่ 4 เม.ย.65 , SET Index ปรับลง 4.7%)
2.เปอร์เซ็นมูลค่า Short Sales มากกว่าระดับ 10%
3.หุ้นที่ฝ่ายวิจัยฯ Recommend Buy (แนะนำ “ซื้อ”)
ได้ผลลัพธ์ดังตาราง

(ที่มา บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด)
อย่างไรก็ตาม Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยังนายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด โดยได้เปิดเผยถึงความหมายของ Cover Short เพิ่มเติมว่า Cover Short ก็คือ หุ้นที่ช่วงก่อนหน้าราคาหุ้นโดนทำธุรกรรมชอร์ตเซล ซึ่งการชอร์ตเซลหมายความว่า คนมายืมหุ้นพวกนี้ไป ถ้าตามกลไกปกติ คือ ยืมไป คาดหวังว่าราคาจะลดลง ถ้าราคาลดลงจะได้กำไร พอราคาลดลงแบบนี้ หากระยะถัดไปตลาดเริ่มเป็นภาพรีบาวด์เกิดขึ้น ดังนั้นในช่วงที่ก่อนหน้าปรับตัวลดลงและได้กำไร เขาก็ควรที่จะต้องปิดทำกำไร หรือ ล็อกกำไรไว้ จึงเรียกว่า Cover Short โดยถ้ามองในแง่กลไกหลัง Cover Short หุ้นพวกนี้มีโอกาสดีดกลับขึ้นมา ซึ่งที่ทำไว้นั้นจากราคาที่ผ่านมาปรับลดลงมามากกว่า SET จึงมองตรงนี้เป็นกรอบแรก และเป็นหุ้นที่แนะนำ ซื้อ โดยหุ้นที่น่าสนใจ คือ GPSC BBL และ STEC
จากข้อมูลในตางรางดังกล่าว พบว่า 3 อันดับแรกที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงสูง อย่าง GPSC DTAC และ OSP โดยทีมข่าวได้เข้าไปสำรวจมุมมองของนักวิเคราะห์เพิ่มเติม พบว่า GPSC โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนะสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 86.80 บาท ซึ่งมองช่วงครึ่งหลังปีนี้เป็นจุดสะสมจากปัจจัยบวกที่เข้ามามากขึ้นทั้ง 1.ความคืบหน้าโครงการใหม่ 2.การประกาศปรับขึ้นค่า ft ที่เร่งตัวขึ้น 3.คาดความผันผวนราคาพลังงานลดลง และ 4.แนวโน้มกำไรที่ดีขึ้นในครึ่งหลังปีนี้ คาดฟื้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากครึ่งปีแรกจากอัตรากำไรดีขึ้นและมีโรงใหม่หนุน
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/65 คาดฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการปรับเพิ่มอัตราค่าไฟฟ้า Ft เดือนพ.ค. - ส.ค. ราว 23.38 สตางค์/หน่วย เป็น 24.77 สตางค์/หน่วย (Ft 1 สตางค์/หน่วย มีผลต่อกาไร 60 ล้านบาท/ปี) และการผลิตไฟฟ้าเต็มไตรมาสของ Glow Energy Phase 5 (กลับมาจากซ่อมบำ รุงตั้งแต่ 9 มี.ค. โดยเงินเคลมประกันภัยหลังหักภาษี 6-7 ร้อยล้านบาท คาดเข้ามาภายในปี 2565) จะถูกถ่วงด้วยการเพิ่มขึ้นของต้นทุนเชื้อเพลิงทั้งก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน (Sensitivity ราคาก๊าซธรรมชาติทุก 1 บาท/mmbtu และถ่านหินทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน มีผลกระทบต่อกำไร 25 ล้านบาท/ปี และ 10 ล้านบาท/ปี ตามลำดับ)
กำไรสุทธิไตรมาส 1/65 เชื่อว่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี คิดเป็น 6% ของประมาณการทั้งปี คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 ที่ 5.0 พันล้านบาท ลดลง 31%จากปีก่อน อย่างไรก็ตามคาดว่าการฟื้นตัวของผลประกอบการที่ชัดเจนจะเกิดขึ้นช่วงครึ่งหลังของปี 65 เชิงกลยุทธ์มองว่ายังไม่ต้องรีบเข้าลงทุน คงคำแนะนำ TRADING ราคาเหมาะสม 72.00 บาท
ถัดมา DTAC บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากประเด็นกสทช. จัดรับฟังความเห็นครั้งแรกในประเด็นการควบรวม DTAC และ TRUE โดยโทนไปในเชิงบวกมากกว่าลบต่อดีลนี้ ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่มากจากผู้ประกอบการดิจิตัลและสตาร์ทอัพ เรายังคงมุมมองของเราว่าดีลนี้จะเกิดขึ้นได้ แต่อาจมีเงื่อนไขบางอย่างจากกสทช. เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดขึ้น ที่ระดับราคานี้เราแนะนำ ซื้อ ทั้ง DTAC และ TRUE
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนะสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยังแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 22F ที่ 55 บาท ตามทิศทางผลการดำเนินงานที่จะค่อยๆฟื้นตัวเมื่อทียบไตรมาสก่อนหน้าตามลำดับจากไตรมาส 1/65 ที่โต 46%จากไตรมาสก่อนไปแล้ว
รวมทั้งความคืบหน้าต่อเนื่องในการควบรวมกิจการกับ TRUE โดยเตรียมขอความยินยอมจากเจ้าหนี้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน คาดเข้าสู่ขั้นตอนอนุมัติกับการทำคำเสนอซื้อ (VTO price เบื้องต้นคือ 47.76 บาท/หุ้น) และการแลกเปลี่ยนหุ้นเป็นบริษัทใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 3/65 ยังคงประเมินว่าการควบรวมครั้งนี้จะส่งผลเกิด synergies แต่ละปีไม่ต่ำกว่า 2.5-10 พันล้านบาทจากการประหยัดต้นทุน รวมทั้งยังมีความได้เปรียบเชิง valuation ที่ยังถูกสุดในกลุ่ม โดย DTAC ซื้อขายEV/EBITDA ปี 65 ที่ 5.4 เท่า เทียบ ADVANC 8.1 เท่า, TRUE 7.9 เท่า จึงคงเลือกเป็นหุ้นเด่นคู่กับ ADVANC
ขณะที่ OSP บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า แนวโน้มผลประกอบการมี upside เพิ่มขึ้นจากการออกสินค้าใหม่ๆหลากหลายมากขึ้น รวมถึงธุรกิจเครื่องดื่มกัญชง เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 35.75 บาท โดยแนวโน้มไตรมาส 2/65 คาดรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับราคาขายส่งและเน้นจำหน่าย M-150 premium ราคา 12 บาท และสินค้าใหม่กลุ่ม functional drink ร่วมกับยันฮี จำหน่ายเครื่องดื่มผสมสารสกัดกัญชงออกในไตรมาส 2/65 จำหน่ายที่ 7-11 ในราคา 25 บาท
ทั้งนี้ยังคงประมาณการเดิมคาดกำไรปกติปี 65 ที่ 3,465 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%จากปีก่อน จากการคาดรายได้เครื่องดื่มพลังงานเพิ่มขึ้น 2% จากฐานตลาดที่ใหญ่แล้ว และคาดเครื่องดี่ม functional drink เพิ่มขึ้น 10% จากเครื่องดื่ม C-Vitt ที่ได้รับการตอบรับดีและการรับจ้างจำหน่ายเครื่องดื่มวิตามินยันฮีเพิ่มขึ้น
คาดรายได้ต่างประเทศเพิ่มขึ้น10% จากการปรับโครงสร้างธุรกิจในเมียนมาเป็นหลัก และคาดยอดขายผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (personal care) เพิ่มขึ้น 10% คาดอัตรามาร์จิ้นอยู่ที่ 34.3% จากแนวโน้มต้นทุน commodity price ที่เพิ่มขึ้น เช่น natural gas, soda ash ที่ใช้ในการผลิตขวด และราคา aluminium ในการผลิตกระป๋อง เป็นต้น

