PSH มั่นใจรายได้ปี 65 เข้าเป้า 3.3 หมื่นล้านบาท Q2 เร่งเปิดโครงการใหม่ 9 แห่ง มูลค่า 5,900 ล้านบาท นักวิเคราะห์ชี้! ปีนี้ปันผลมากสุดในกลุ่มอสังหาฯ
PSH ประกาศแผนไตรมาส 2/65 เร่งเปิดโครงการใหม่ อีก 9 โครงการ รวมมูลค่า 5,900 ล้านบาท ตุน Backlog กว่า 20,200 ล้านบาท มั่นใจภาพรวมทั้งปี 65 เข้าเป้ารายได้ 33,000 ล้านบาท ฟากกูรูมองผลงานไตรมาส 1 เป็นจุดต่ำสุดของปี โดยจะเห็นการฟื้นตัวขึ้น ตั้งแต่ไตรมาส 2/65 ไปจนถึงไตรมาส 4/65
นายอุเทน โลหชิตพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH เปิดเผยว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 1/65 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 552 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 606 ล้านบาท เนื่องจาก มีปัญหาขาดแคลนแรงงานก่อสร้าง และชะลอการเปิดโครงการใหม่
โดยแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/65 คาดว่าจะเห็นตัวเลขที่ดีขึ้นจากไตรมาส 1/65 เนื่องจากบริษัทได้มีการแก้ปัญหาในเรื่องของการก่อสร้าง และการส่งมอบ รวมทั้งยังมียอดพรีเซล์ที่แข็งแรง และจะมีกิจกรรมทางการตลาดที่ปรับเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยมีแผนเปิดโครงการใหม่ อีก 9 โครงการ รวมมูลค่า 5,900 ล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์เฮาส์ 8 โครงการและบ้านเดี่ยว 1 โครงการ
ทั้งนี้การออกแบบโครงการจะอิงจากแนวคิด Tomorrow. Reimagined. ที่ได้ต่อยอดสู่ “พฤกษา ลิฟวิ่ง โซลูชั่น” ตอกย้ำแนวทางการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพที่อยู่อาศัยตอบโจทย์เทรนด์การอยู่อาศัยใน 3 แกนหลัก ประกอบด้วย เทรนด์สุขภาพ (Health & Wellness) เทรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป (Lifestyle Disruption) และเทรนด์เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Development) ซึ่งเป็นตัวสะท้อนถึงความใส่ใจของพฤกษาในทุกมิติทุกช่วงเวลาของชีวิต โดยยังคงรุกตลาดอย่างต่อเนื่องด้วยการพัฒนาบ้านและโครงการมาตรฐานใหม่พร้อมกับใช้เครื่องมือการตลาดดิจิทัลและช่องทางออนไลน์ครบวงจร สื่อสารตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
โดยภาพรวมทั้งปี 2565 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่รวมประมาณ 30 กว่าโครงการ มูลค่ารวมประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท โดยในไตรมาส 2/65 มีแผนเปิดโครงการใหม่ 9 โครงการ และส่วนที่เหลือจะทยอยเปิดโครงการใหม่ในช่วงไตรมาส 3-4/65
ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการทั้งนี้ 2565 วางเป้าจะมีรายได้เท่ากับ 33,000 ล้านบาท เนื่องจาก บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่ 20,200 ล้านบาท เป็นยอดรับรู้รายได้ในปี 2565 ที่ 18,700 ล้านบาท และจะมีโครงการแนวสูงที่สร้างเสร็จพร้อมทยอยโอนในปีนี้อีก 7 โครงการรวมมูลค่า 15,200 ล้านบาท
สำหรับกลยุทธ์ในปีนี้ พฤกษามุ่งผสานความร่วมมือระหว่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจเฮลแคร์ โดยมีแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบ Mixed Use ที่จะผสานบริการด้านสุขภาพไว้ในโครงการเดียวกัน รวมถึงมองหาพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาเติมเต็มบริการตอบสนองผู้บริโภคได้อย่างดีที่สุด
โดยในด้านการลงทุนพฤกษาได้มีการเพิ่มพอร์ตลงทุนที่หลากหลาย นอกจากการลงทุนในไทยที่ผสานความร่วมมือระหว่างธุรกิจเรียลเอสเตท และโรงพยาบาล ซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการศูนย์สุขภาพแห่งแรกในชุมชนพฤกษา ขนาด 50 เตียง ตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการพฤกษา อเวนิว บางนา-วงแหวน ในเดือนสิงหาคมนี้
ขณะเดียวกันได้มีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ โดยโรงพยาบาลวิมุตร่วมกับ JAS ASSET ก่อตั้งบริษัท Senera Vimut Health Service ทำโครงการ SENERA Senior Wellness บริเวณถนนคู้บอน เป็นศูนย์เมดิคอล ขนาด 5,713 ตร.ม. 4 ชั้น ขนาด 78 เตียง มีแผนเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมนี้
นอกจากนี้ยังได้มีการลงทุนทั้งในไทย ออสเตรเลีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยเป็นกลุ่มธุรกิจประเภทนวัตกรรมด้านการพัฒนาความยั่งยืน (ESG Innovation) ระบบความปลอดภัยในโลกดิจิตอล (Digital Securities) และ เฮลท์เทค พร๊อพเทค ที่รองรับกระแสเทรนด์ที่อยู่อาศัยและการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกันยังมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็วและช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น การนำ Value Engineering หรือ วิศวกรรมคุณค่ามาใช้ ด้วยการนำวัสดุทดแทนที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับวัสดุเดิมมาใช้ เป็นการช่วยลดการใช้ซีเมนต์ที่ไม่จำเป็นไปได้มากกว่า 15,000 ตัน นอกจากนั้นยังมีการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ระบบจัดซื้อจัดจ้างทางอิเล็กทรอนิกส์ และการพัฒนาระบบ Streamline ช่วยลดชั่วโมงการทำงานไปได้ มากกว่า 10,400 ชั่วโมง และสุดท้ายใช้การบริหารจัดการต้นทุน (Cost Management) เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มากกว่า 460 ล้านบาท หรือ 1.4% ของรายได้
และหนึ่งในแกนที่พฤกษาให้ความสำคัญ คือ การออกแบบบ้าน “ใส่ใจเพื่อสุขภาพ” ( Healthy Home) ซึ่งทางพฤกษาได้ทีมผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลวิมุต เข้ามาร่วมให้คำปรึกษา แนะนำ ในการออกบ้านในแต่ละโครงการ เพื่อให้การออกแบบบ้านนั้นตอบโจทย์ด้านการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะการออกแบบที่อยู่อาศัยแบบ Universal Design ที่รองรับคนทุกเจนเนอเรชั่นที่อยู่ร่วมกันในบ้าน
เช่น การดีไซน์ประตูขนาดใหญ่เผื่อพื้นที่ไว้รองรับการเข้าออกด้วยรถเข็น บันไดลูกนอนขนาดกว้างขึ้น ช่วยให้ขึ้น-ลงได้สะดวก พื้นภายในดีไซน์เป็นทางเรียบ (Non Step Floor) หมดห่วงเรื่องเดินสะดุดและการใช้วัสดุพื้นลดแรงกระแทก (Absorbtion Floor) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับเดียวกับญี่ปุ่น ยังช่วยป้องกันอุบัติเหตุ หรือลดการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้กับเด็กและผู้สูงวัย รวมทั้งการเลือกใช้โถสุขภัณฑ์ชั้นนำแบบ Senior Ergonomic Design ที่ออกแบบรองรับสรีระผู้สูงอายุ ยังมีการออกแบบพื้นที่เพื่อส่งเสริมสุขภาพเป็นสวนหินบำบัด (River Healing Stone) ที่คัดสรรหินแต่ละก้อนอย่างพิถีพิถันและจัดวางให้เหมาะสำหรับการเดินนวดฝ่าเท้า เป็นต้น
ส่วนธุรกิจด้านสุขภาพ โรงพยาบาลวิมุตซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางระดับตติยภูมิ ที่มุ่งให้บริการแบบ New Normal Ecosystem โดยมุ่งเน้นการรักษาแบบบูรณาการองค์รวม ผ่านศูนย์สุขภาพและโมเดลสุขภาพด้วยระบบดิจิทัล เปิดดำเนินงานครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โรงพยาบาลได้สร้างการรับรู้ในแบรนด์และส่งมอบบริการด้านสุขภาพ คุณภาพมาตรฐาน ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยใช้กลยุทธ์เร่งสร้างการเติบโต (Accelerated Growth Strategy) ทำให้ชื่อโรงพยาบาลวิมุตเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและรวดเร็วในกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศจากการให้บริการเป็นศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19
ส่งผลให้ในไตรมาส 1 ธุรกิจโรงพยาบาลวิมุตมีรายได้ 244 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% จากไตรมาส 4 ปี 2564 และจากการปรับโครงสร้างการบริหารองค์กรและการบริหารจัดการใหม่ของโรงพยาบาลเทพธารินทร์ ทำให้ธุรกิจด้านสุขภาพได้ส่วนแบ่งกำไรจากผลประกอบการโรงพยาบาลเทพธารินทร์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แผนธุรกิจในไตรมาส 2 คาดว่ารายได้หลักจะมาจากการดำเนินงานเต็มรูปแบบของบริการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลและบริการศูนย์ฟื้นฟูดูแลสุขภาพครอบครัวและผู้สูงอายุ (ViMut Wellness Services) ซึ่งจะพัฒนาไปพร้อมกับโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ของพฤกษาอย่างต่อเนื่องด้วย
ไตรมาส 1/65 เป็นจุดต่ำสุดของปี
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ยัง แนะนำ “ซื้อ ” ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2565 ที่ 17.50 บาท/หุ้น จากแนวโน้มผลประกอบการปี 2565 ที่คาดฟื้นตัวเด่นเป็นอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง อาจนำไปสู่การเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ซึ่งเป็น Upside risk ที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการ
นอกจากนี้ คาดเงินปันผลสำหรับงวดปี 2565/66 อย่างอนุรักษ์นิยมที่ Payout Ratio 62.1% จะได้ DPS ที่ 1.00 บาท/หุ้น และ 1.20 บาท/หุ้น เทียบเท่า Dividend Yield ที่ 7.9% และ 9.4% สูงที่สุดในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ คาดกำไรไตรมาส 1/65 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีและจะฟื้นตัวขึ้นเทียบไตรมาสก่อนหน้า ตั้งแต่ไตรมาส 2/65 ไปจนถึงไตรมาส 4/65 ที่คาดเป็นจุดสูงสุดของปี
