ส่องอนาคต 9 หุ้นโรงไฟฟ้ารายใหญ่ของไทย พบ 4 บริษัทเท่านั้นที่กำไรไตรมาส 1 เติบโต
หุ้นโรงไฟฟ้ายังคงเป็นหุ้นยอดนิยมต่อนักลงทุนเสมอมา โดยครั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาส่องความน่าสนใจของ 9 หุ้นโรงไฟฟ้ารายใหญ่ของที่ว่า นับจากนี้แนวโน้มผลประกอบการจะเป็นอย่างไร หลังจากไตรมาส 1/65 โดนกดดันในเรื่องของต้นทุนที่ปรับตัวขึ้นสูง
GULF ไตรมาส 2 จ่อทำนิวไฮ
GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) รายงานกำไรสุทธิ ในไตรมาส 1/2565 (ซึ่งรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) เท่ากับ 3,395 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 108% จาก 1,632 ล้านบาทในไตรมาส 1/2564 โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) เท่ากับ 3,257 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% จากไตรมาส 1/2564 ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการรับรู้ผลกำไรจากโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2564 ได้แก่ โรงไฟฟ้า GSRC หน่วยที่ 1 และหน่วยที่ 2 ที่เปิดดำเนินการไปในเดือนมีนาคม และตุลาคม 2564 นอกจากนี้ Core Profit ยังเพิ่มขึ้นจากการรับรู้ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล BKR2 และจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH จำนวน 1,100 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นจากการขาย (Gross Profit Margin) เท่ากับ 22.1% ลดลงจาก 33.1% ในไตรมาส 1/2564 เนื่องจากมีสัดส่วนกำไรขั้นต้นของโครงการโรงไฟฟ้า IPP เพิ่มขึ้น ซึ่งอัตรากำไรขั้นต้นของโรงไฟฟ้า IPP จะต่ำกว่าอัตรากำไรขั้นต้นของโรงไฟฟ้าพลังงานลม BKR2 ทำให้เฉลี่ยแล้ว อัตรากำไรขั้นต้นของ GULF ลดลงตามสัดส่วนของกำไรขั้นต้นของโครงการโรงไฟฟ้า IPP ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับในไตรมาส 1/2565 มีต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจาก 220.17 บาท/ล้านบีทียูในไตรมาส 1/2564 เป็น 441.56 บาท/ล้านบีทียูในไตรมาสนี้ หรือเพิ่มขึ้น 101% ในขณะที่ค่า Ft เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.1671 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง (จาก -0.1532 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็น 0.0139 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง)
อย่างไรก็ดี เนื่องจาก GULF มีสัดส่วนการขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ถึง 87% ซึ่งต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติจะถูกส่งผ่าน (pass through) ในรูปของรายได้ค่าไฟฟ้าไปยัง กฟผ. ในขณะที่มีสัดส่วนการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมเพียงแค่ 13% จึงได้รับผลกระทบอย่างจำกัดจากราคาค่าก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น
มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า คงมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการของ GULF ในไตรมาส 2/65 ที่คาดว่าจะทำ New high ได้ต่อแม้ว่า GPM จะยังฟื้นตัวได้ไม่มากนักเพราะต้นทุนก๊าซธรรมชาติยังสูง แต่โครงการ GSRC (IPP) หน่วยที่ 3 ขนาด 663 MW ซึ่ง GULF ถือหุ้น 70% จะรับรู้รายได้เต็มไตรมาสหลัง COD ไปเมื่อ 31 มี.ค. 2565 และโครงการลมแม่โขงวินขนาด 128MW จะเริ่ม COD บางส่วนในช่วงปลายไตรมาส จึงคงประมาณการกำไรปกติปี 2565 ที่ 14,523 ล้านบาท เติบโต 89.3%จากปีก่อน คงราคาเป้าหมายที่ 54.50 บาท และคงแนะนำ ซื้อ
ส่วนมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 2/65 คาดทิศทางกำไรปกติจะเริ่มอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อน เพราะได้รับแรงกดดันหลักจากโรงไฟฟ้าพลังงานลม BKR2 ที่คาดมีรายได้ลดลงหลังผ่านพ้นช่วง high season มาแล้ว อย่างไรก็ตามคาดยังมีแรงหนุนชดเชยได้บ้างจากการรับรู้โครงการ GSRC phase 3 กำลังการผลิต 463.8 MWe (COD 31 มีนาคม 2565) ได้เต็มไตรมาสในครั้งแรก
ดังนั้นคงประมาณการกำไรปกติปี 2565 ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 58.4%จากปีก่อน ทำ New High ต่อเนื่อง หนุนหลักจากการรับรู้โครงการ GSRC phase 1-2 กำลังการผลิตรวม 927.5 MWe ได้เต็มปี และคาดจะรับรู้โครงการใหม่ๆในปี 2565 ที่คาดจะทยอย COD ตามแผนอีกราว 1.0 พัน MWe อีกทั้งยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการเข้าลงทุน 42.3% ใน INTUCH ได้เต็มที่ทั้งปี
โดยแนะนำ ซื้อ ประเมินราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 52 บาท/หุ้น โดยยังมี upside ส่วนเพิ่มจากโครงการ Pak Beng และ Pak Lay รวม 2.5-3.5 บาท ทิศทางกำไรในระยะยาวเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่ง อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันผ่านการปรับฐานลงแล้วระดับหนึ่งจนเริ่มเห็น upside กว่า 13% แนะนำให้หาจังหวะทยอยสะสมลงทุน

EA ผ่านจุดต่ำสุด
ถัดมา EA หรือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) รายงานไตรมาส 1/65 มีกำไรสุทธิ 1,366.31 ล้านบาท ลดลง 3.23% จากงวดเดียวกันปี 64 ที่มีกำไร 1,411.85 ล้านบาท โดยมีรายได้จาก งานผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ลดลง 5.98% สาเหตุหลัก มาจากโรงงานไฟฟ้าพลังงานลมผลิตไฟฟ้าได้ลดลงจากกระแสลมที่มีความเร็วน้อยกว่าปีก่อน
ขณะที่รายได้ธุรกิจอื่นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ รายได้จากส่วนงานกลุ่มธุรกิจไบโอดีเซล เพิ่มขึ้น 7.13% ธุรกิจแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า มีรายได้จำนวน 64.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 103.62% รายได้จากธุรกิจอื่น จำนวน 26.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 22.18ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จำนวน 4.17 ล้านบาท
ด้านมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า กำไรปกติไตรมาส 1/65 คิดเป็นสัดส่วน 15% ของประมาณการทั้งปี แต่คาดเป็นจุดต่ำสุดของปีเนื่องจากไม่มีการส่งมอบรถ EV Bus แต่คาดผลประกอบการของบริษัทฯจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในปี 2565 จาก 1.การส่งมอบรถ EV Bus จะเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/65 และ 2.การเปิดตัวรถ EV Truck ในช่วงครึ่งหลังปี 65
เบื้องต้นคาดกำไรปกติไตรมาส 2/65 เติบโตจากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเริ่มส่งมอบรถ EV Bus ให้กับลูกค้าตั้งแต่ช่วงกลางไตรมาส 2/65 (ปัจจุบันมี Backlog ไม่ต่ำกว่า 500 คัน) รวมทั้งการเข้าสู่ช่วง High Season ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยและประสิทธิภาพที่สูงขึ้นหลังมีการเปลี่ยนแผง Solar ในปี 2564 จะทาให้ปริมาณขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สูงขึ้น จากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน คงแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเหมาะสม 115.00 บาท

GPSC ครึ่งหลังเป็นจุดสะสมรับผลบวกรออยู่
ตามด้วย GPSC หรือ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) รายงานไตรมาส 1/65 มีกำไรสุทธิ 313 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2564 ปรับตัวลดลง 73% ทั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจากผลการดำเนินงานในส่วนของกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ลดลงจากราคาก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากสถานการณ์ความขัดแยงระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ทำให้มาร์จิ้นจากการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมลดลง แม้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมคงที่ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายไอน้ำให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ส่วนปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลดลงเล็กน้อย
มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/65 คาดดีขึ้นจากไตรมาสแรก เนื่องจาก 1.การได้ปรับขึ้นค่า Ft งวดพ.ค.-ส.ค. เป็น 0.2477 บาท/หน่วย, 2.ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น, 3.โรงไฟฟ้าโกลว์ พลังงาน เฟส 5 และโรงไฟฟ้าเก็คโค่วัน กลับมาเดินเครื่องปกติเต็มไตรมาส, 4.มีล็อกราคาถ่านหินไว้
ดังนั้นคงคำแนะนำซื้อ ราคาพื้นฐาน 1 ปีอยู่ที่ 90 บาท ระยะยาวหนุนโดยธุรกิใจเกี่ยวกับแบตเตอรี่และธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, การลงทุนในพื้นที่EEC และเติบโตไปกับกลุ่ม PTT เช่น ธุรกิใจเกี่ยวกับยานยนต์ EV ทางฝ่ายวิจัยฯ
ส่วนบริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มองช่วงครึ่งหลังปีนี้ เป็นจุดสะสมจากปัจจัยบวกที่เข้ามามากขึ้นทั้ง 1. ความคืบหน้าโครงการใหม่ 2. การประกาศปรับขึ้นค่า ft ที่เร่งตัวขึ้น 3. คาดความผันผวนราคาพลังงานลดลง และ 4.แนวโน้มกำไรที่ดีขึ้นในครึ่งหลังปีนี้คาดฟื้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากครึ่งปีแรก เนื่องจากอัตรากำไรดีขึ้นและมีโรงใหม่หนุน อย่างไรก็ตามปรับกำไรปกติปีนี้ลง 58% เป็น 4,481 ล้านบาท ลดลง 33%จากปีก่อน

EGCO ไตรมาส 1 กำไรมากกว่าทั้งปี 64
EGCO หรือ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ไตรมาส 1/65 มีกำไรสุทธิ 4,115.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 603% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 585.46 ล้านบาท เนื่องจากโรงไฟฟ้าพาจู อีเอส และบริษัทผลิตไฟฟ้าขนอม มีปริมาณขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับรับรู้รายได้จากการเข้าซื้อหุ้น ลินเดน ทอปโก้ และบริษัท เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี โฮลดิ้ง แอลแอลซี เมื่อปี 64
มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า เบื้องต้นฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานปกติงวดไตรมาส 2/65 จะปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ 1.2-1.7 พันล้านบาท เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพาจูที่ทำไว้ในงวดไตรมาส 1/65 สูงถึง 2.8 พันล้านบาท จะหายไป เพราะมีแผน shutdown ทั้งโรงไฟฟ้ากำลังการผลิตที่ 1.8 พันเมกะวัตต์ เป็นระยะเวลากว่า 30 วัน อีกทั้งยังเข้าสู่ช่วง low season ของการซื้อขายไฟฟ้าในเกาหลีใต้ซึ่งจะทำให้อัตราค่าไฟฟ้าต่ำลง
แต่อย่างไรก็ตามคาดจะได้ในส่วนของโรงไฟฟ้าที่ shutdown ในงวดไตรมาส 1/65 และสามารถกลับมาเดินเครื่องปกติในงวดไตรมาส 2/65 ช่วยหนุนไว้บ้าง อาทิ โรงไฟฟ้าเคซอน รวมถึงคาดจะเริ่มรับรู้กำไรจากโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 1 (644 MW – EGCO ถือหุ้น 25%) ในเดือน มิ.ย. 65 เป็นครั้งแรก แต่อาจจะยังไม่มีนัยฯเพราะยังไม่ใช่ช่วงฤดูน้ำ คงต้องรอกำไรเข้ามาในช่วงครึ่งหลังปีนี้
เบื้องต้นยังคงประมาณการ ประเมินมูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2565 เท่ากับ 214 บาท ต่อหุ้น แนะนำซื้อ โดยให้น้ำหนักลงทุนไปที่ปันผลที่จ่ายอย่างสม่ำเสมอ ปีละ 2 ครั้ง โดยมี Dividend Yield เฉลี่ยอยู่ราว 4% ต่อปี คาดปี 65 รายงานกำไรสุทธิ 9,237 ล้านบาท เทียบปี 64 ที่ 4,104 ล้านบาท

BGRIM ลุ้นฟื้นในครึ่งหลัง
BGRIM หรือ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) รายงานไตรมาส 1/65 มีกำไรสุทธิ 23.30 ล้านบาท ลดลง 96.2% จากงวดเดียวกันปี 64 ที่มีกำไร 611 ล้านบาท โดยกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสนี้ลดลง 94.79% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้น 100.4% ของราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจกลุ่มลูกค้า IU นอกจากนี้ยังมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (จากสถานะสุทธิของหนี้และธุรกรรมอื่นที่เป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ) และส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมที่เกี่ยวข้อง
มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เบื้องต้นคาดผลประกอบการของ BGRIM จะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังปี 65 เนื่องจากบริษัทฯมีกำหนด COD โรงไฟฟ้า SPP สำหรับทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมจำนวน 5 โครงการรวมกำลังผลิต 700MW ในครึ่งหลังปี 65 ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯมีอัตราการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าลดลง
กำไรปกติไตรมาส 1/65 คิดเป็นสัดส่วน 2% ของประมาณการทั้งปี จึงส่งผลให้ประมาณการมี Downside หากปรับสมมติฐานราคาก๊าซธรรมชาติปี 2565 ขึ้นมาอยู่ที่ 400-420 บาท/ล้านBTU (จากเดิมที่ 375 บาท/ล้านBTU) และรวมการขึ้นค่า Ft จานวน 23.38 สตางค์/หน่วยไว้ในประมาณการ จะส่งผลให้กำไรปกติ 2565 ลดลงมาอยู่ในระดับ 900-1,000 ล้านบาท (ลดลงจากประมาณการเดิมราว 23-31%) แต่การลดลงของประมาณการปี 2565 ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาเหมาะสมอย่างมีนัยสำคัญ จึงคงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 33.25 บาท/หุ้น จึงคง แนะนำ “Trading”

RATCH กำไรจะฟื้นตัวในไตรมาส 2/65
RATCH หรือ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/65 มีกำไรสุทธิ 1,579.35 ล้านบาท ลดลง 24.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,087.85 ล้านบาท โดยต้นทุนขายและการให้บริการจำนวน 15,494.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 153.9% จากการเดินเครื่องที่เพิ่มขึ้นและราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ตลาดโลกประกอบกับต้นทุนทางการเงินและภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น จากการตัดจำหน่ายค่าธรรมเนียมเงินกู้เดิมทั้งจำนวนจากการ refinance จำนวน 225.73 ล้านบาท และการบันทึกภาษีเงินได้รอตัดบัญชีของ FRD จำนวน 337.70 ล้านบาท โดยทั้งสองรายการเป็นการรับรู้ตัวเลขทางบัญชีไม่กระทบกระแสเงินสด
มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า คาดกำไรปกติไตรมาส 2/65 เติบโตจากไตรมาสแรก เนื่องจากการกลับมาดำเนินการของโรงไฟฟ้าหงสาและรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าใหม่ที่บริษัทฯมีการ COD หรือเข้าลงทุน โดยปรับประมาณการปี 2565 ขึ้น 23% เป็น 8,266 ล้านบาท เติบโต 14%จากปีก่อน จากการรวมโรงไฟฟ้า Paiton ไว้ในประมาณการ โดยคาดธุรกรรมดังกล่าวจะเสร็จสิ้นในช่วงไตรมาส 3/65 และเป็นแรงหนุนให้กำไรปกติสูงขึ้นจากครึ่งปีแรก
คงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 56.00 บาท/หุ้น โดยหลังการเพิ่มทุน RATCH จะมีอัตราส่วน D/E เพียง 0.6 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่มักมี อัตราส่วนส่วน D/E สูงกว่า 1.0 เท่า ทา ให้ RATCH ได้รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอย่างจำกัด

BPP ปีนี้กำไรยังเติบโต
BPP หรือ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) รายงานไตรมาส 1/65 กำไรสุทธิ 2,918 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 182% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้านาโกโซในญี่ปุ่น และรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I ในสหรัฐอเมริกา
โดยโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Combined Heat and Power: CHP) ทั้ง 3 แห่งในจีน สามารถจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำได้เพิ่มมากขึ้น 30% และ 22% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ด้วยความสำเร็จของการลงทุนในโรงไฟฟ้านาโกโซ (Nakoso IGCC) ในญี่ปุ่น ทำให้ BPP รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจำนวน 238 ล้านบาท
รวมถึงมีรายได้จากการขายไฟฟ้าจำนวน 1,294 ล้านบาท จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I ในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่โรงไฟฟ้าเอชพีซี (HPC) ใน สปป.ลาว และโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ในไทย ยังคงรักษาเสถียรภาพในการดำเนินงานได้ แม้ว่าในไตรมาสนี้โรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนเพื่อรักษาประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ทั้งนี้ ในไตรมาส 1/2565 BPP ยังสามารถสร้างการเติบโตของเมกะวัตต์คุณภาพจากการขยายพอร์ตธุรกิจพลังงานหมุนเวียนได้เพิ่มขึ้นอีก 62 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังผลิตรวม 3,265 เมกะวัตต์เทียบเท่า พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย 5,300 เมกะวัตต์เทียบเท่าภายในปี 2568
มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า เบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2565 ไว้ที่ 3.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.2% จากปีก่อน จากการรับรู้โครงการใหม่ ที่ COD เข้ามาในปี 2564 ได้เต็มปี และการรับรู้โครงการใหม่ที่คาดทยอยเข้ามาในปี 2565 อีกราว 90 Mwe
ขณะที่ในช่วงสั้นไตรมาส 2/65 คาดกำไรปกติจะยังทรงตัวได้ใกล้เคียงกับงวดไตรมาส 1/65 โดยมีแรงหนุนจากผลประกอบการดีขึ้นทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้า HPC และ BLCP หลังจากกลับมาเดินเครื่องได้เต็มไตรมาส และการเข้าสู่ช่วง High season ของโรงไฟฟ้า IPP ในประเทศไทย ขณะที่คาดยังมีแรงกดดันจากรายได้กลุ่มโรงไฟฟ้า CHP ในประเทศจีนที่ปรับตัวลดลงหลังจากผ่านพ้นช่วงฤดูหนาวมาแล้วในไตรมาส 1/65 รวมทั้งส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้า Nakoso ที่คาดจะปรับตัวลดลง เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนราว 30 วัน
อย่างไรก็ตามประเมิน FV ปี 65 อยู่ที่ 18.0 บาท/หุ้น ถึงแม้ว่าช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับฐานลงแล้วระดับหนึ่งจนเริ่มเห็น upside กว่า 11% แต่ภาพใหญ่ กำไรยังถูกกดดันจากต้นทุนราคาถ่านหินที่ยังอยู่ในระดับสูงยัง จึงคงคำแนะนำ switch และค่อยหาจังหวะสะสมลงทุนรอบใหม่จะปลอดภัยกว่า
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการและราคาเหมาะสมหลังราคาต้นทุนถ่านหินจีนทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง (ผลจากสถานการณ์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน) โดยคาดบริษัทฯจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มของราคาถ่านหินจีนในการประชุมนักวิเคราะห์ ทั้งนี้ราคาเฉลี่ยของถ่านหินจีน YTD อยู่ที่ 1,000 หยวน/ตัน ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานของเราที่ 850 หยวน/ตัน ซึ่งหากเราปรับไปใช้สมมติฐานราคาถ่านหินปี 2565 ที่ 900-1,000 หยวน/ตัน จะทำให้ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ราว 17.50-18.50 บาท จึงคงแนะนำ “Trading”

CKP ไตรมาส 2-3 เข้าไฮซีซั่น
CKP หรือ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) รายงานว่าไตรมาส 1/65 งวดไตรมาส 1/65 มีกำไรสุทธิ 38.72 ล้านบาท ลดลง 66.2% จากงวดเดียวกันปี 64 ที่มีกำไร 114.59 ล้านบาท เนื่องจากสาเหตุหลักคือต้นทุนค่าเชื้อเพลิงของ BIC ที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สุทธิกับการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนใน XPCL ที่รับรู้ขาดทุนลดลงจากงวดเดียวกันปี 64 ทั้งนี้ โดยราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้น มีผลทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานซึ่งส่วนใหญ่คือค่าก๊าซธรรมชาติ เพิ่มขึ้น 627.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 39.9%
บริษัท หลักทรัพย์พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดถึงภาพรวมเชิงบวกในไตรมาส 2-3/65 ประเมินว่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากช่วง high season ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (ช่วงมรสุม) เพราะมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่คิดเป็น 82% ของพอร์ตทั้งหมด คาดส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ XPCL พลิกเป็นบวกในไตรมาส 2/65และแตะจุดสูงสุดในไตรมาส 3/65 คงคำแนะนำ “ซื้อ ” มูลค่าพื้นฐาน 6.40 บาท คาดช่วง high season ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำในไตรมาส 2-3/65 จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญเชิงบวกต่อทิศทางราคาหุ้น

BCPG กำไรปกติไตรมาส 2 เติบโตต่อเนื่อง
สุดท้าย BCPG หรือ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) รายงานว่า ไตรมาส 1/65 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,363 ล้านบาท เพิ่มขึ้น160.4% จากไตรมาสที่ 1/64 และเพิ่มขึ้น 473.4% จากไตรมาสที่ 4/64 โดยส่วนใหญ่เกิดจากกำไรจากการขายหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในอินโดนิเซีย
ขณะที่มีกำไรจากการดำเนินงานปกติที่ 516.7 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสที่ 1/64 ที่ 5.7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ “Nam San 3A” และ “Nam San 3B” เพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำฝนที่ตกมากขึ้นจากพายุฤดูร้อนในระหว่างไตรมาส รวมถึงการรับรู้ผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชิบะ ในประเทศญี่ปุ่น ที่เปิดดำเนินการขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) กำลังการผลิตตามสัญญา 20 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 64 และ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ประเทศฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น
บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า กำไรปกติไตรมาส 2/65 มีแนวโน้มทรงตัว-เติบโตเล็กน้อย จากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รับรู้ผลกระทบจากการขายโรงไฟฟ้าในอินโดนีเซียแบบเต็มไตรมาสและไม่มีค่าไฟย้อนหลังจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมในฟิลิปปินส์เนื่องจาก การออกจากช่วง Low Season ของโรงไฟฟ้าพลังงานน้า ในลาว รวมทั้งปริมาณขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยที่สูงขึ้น จากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะการเข้าสู่ช่วง High Season และการเปลี่ยนแผง Solar ในปี 2564 และการ COD โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ ปุ่น 2 โครงการ (Komagane และ Yabuki) กำลังผลิตรวม 45MW
คงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 18.00 บาท/หุ้น แม้ในปัจจุบันราคาหุ้นถูกกดดันในเชิง Sentiment จากเงินเยนที่อ่อนค่าลงและการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แต่ประเมินว่าบริษัทฯได้รับผลกระทบจากัดในเชิง Operation เนื่องจาก 1.บริษัทฯยังไม่มีแผนแปลงเงินเยนกลับมาเป็นเงินบาท (ใช้ในการลงทุนเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าChiba 2) และ 2. BCPG มีหนี้สินในสกุลเงิน USD ที่เป็นรูปแบบดอกเบี้ยลอยตัว (Float Rate) เพียง 26-27% จึงได้รับผลกระทบราว 75 ล้านบาท/ปี ต่อการขึ้นดอกเบี้ย 1% ของเฟด (อิงหนี้สิน ณ สิ้นไตรมาส 1/65) คิดเป็นผลกระทบต่อประมาณการปี 2565 ราว 4% คง แนะนำ “ซื้อ” คาดปี 65 รายงานกำไรสุทธิ 3,491 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 2,011 ล้านบาท

