เปิดมุมมองนักวิเคราะห์ BTS จะเป็นอย่างไร เมื่อ“ชัชชาติ” ว่าที่ผู้ว่าฯกรุงเทพ กำลังจะดีดนิ้วไม่ต่ออายุสัมปทาน
BTS กำลังจะเจอความท้าทายใหม่ เมื่อ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร คนใหม่ หรือ ที่ถูกขนานนามว่า ผู้ว่ากรุงเทพ ที่แกร่งที่สุดในปฐพี กำลังจะใช้พลัง ดีดนิ้วของ ทานอส กับนโยบาย คัดค้านการต่ออายุสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้กับกลุ่ม BTS ซึ่งอาจเป็น “ชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง” ที่ต้องได้รับผลกระทบ เมื่อเช้าวันนี้เกิดแรงเทขายอย่างหนักทันที ทั้งนี้อนาคตของ BTS จะเป็นอย่างไรในเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว และจะกระทบกับราคาหุ้นเป้าหมายของ BTS หรือไม่ WEALTHY THAI ได้รวบรวมไว้แล้ว
หลังจากผลการนับคะแนนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อคืนที่ผ่านมาปรากฏว่า หมายเลข 8 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดอิสระ ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุด และเป็นที่แน่นอนแล้วว่า “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนต่อไป
ทั้งนี้ มีประเด็นที่ทำให้ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือส่วนหนึ่งในนโยบายที่ “ชัชชาติ” จะทำหลังจากที่เป็นผู้ว่านั้นคือ คือไม่ต้องการต่อสัมปทานกับ BTS หลังสัมปทานจะหมดอายุในปี 2029 (หรือ 7 ปีต่อจากนี้) รวมถึงต้องการคงค่าโดยสารในระดับ 20-25 บาทตลอดสายสีเขียวรวมส่วนต่อขยาย
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า นโยบายดังกล่าวจะสร้างแนวโน้มเชิงลบต่อหุ้น BTS อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในระยะสั้น อาจเป็นไปได้ว่าผู้ว่ากทม. คนใหม่สามารถทำนโยบายได้ตามที่หาเสียงไว้ แต่อย่างไรก็ตามเรามีข้อโต้แย้งที่อาจลดความกังวลของตลาด
ประเด็นแรกคือ valuation การต่อสัมปทานของ BTS หลังสัมปทานปัจจุบันหมดอายุลงในปี 2029 ไม่กระทบ valuation ของเรา ซึ่งราคาเป้าหมายที่ 12.4 บาท อ้างอิงสัญญาเดิมระหว่าง BTS และ KT ที่ BTS จะดำเนินงานสายหลักจนกระทั้งธ.ค. 2024 และจะดำเนินงานสายหลักในสัญญา O&M จนกระทั่งธ.ค. 2042
ประเด็นที่สองการต่ออายุสัมปทานจะเพิ่มมูลค่าอีก 2.9 บาทให้กับราคาเป้าหมาย ของเราที่ 12.4 บาท และมองว่าการต่อสัมปทานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับ KT เพราะ KT ยังมีหนี้ค้างชำระหากไม่มีการต่อสัญญา ในระยะสั้น KT ต้องชำระเงินอย่างน้อย 3.2 หมื่นล้านบาท ให้ BTS สำหรับงาน M&E และ O&M ตั้งแต่ปี 2019
ทั้งนี้ในระยะยาว KT ยังมีหนี้อีกกว่า 5.0 หมื่นล้านบาท จากงานโยธาของสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ซึ่งมองว่า KT ไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากขยายสัญญาสัมปทาน ประเด็นที่สาม ราคาค่าโดยสารใหม่ไม่เกิน 65 บาทไม่แพง หากมองในแง่ค่าโดยสารต่อกิโลเมตร ซึ่งเห็นได้ว่าราคาสูงสุดต่อกม. ของสายสีเขียวเป็นอันดับที่ 4
นอกจากนี้ คำถามคือประเด็นนี้จะกดดันราคาหุ้นนานแค่ไหน ซึ่งในอดีตไม่มีเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกับ BTS แต่กรณีที่มีความใกล้เคียง คือ กรณีของ BANPU กับโรงไฟฟ้าหงสาปี 2007 ซึ่งราคาหุ้น BANPU ปรับตัวลงหลังคำพิพากษา 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ ราคาหุ้นกลับมาซื้อขายตามราคาพื้นฐาน จึงมองการปรับตัวลงของราคาหุ้น BTS จากความกังวลสัมปทานเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ
