STGT มีโอกาสฟื้นไหม เมื่อราคาร่วง 33 % จากต้นปี
STGT หรือ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หนึ่งในหุ้นดวงใจของนักลงทุนหลายคน แต่ในวันนี้ราคาหุ้นกลับไม่เป็นใจเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 26 พ.ค. 65) ราคาได้มีการปรับตัวลดลงถึง 33.55%
ซึ่งหากย้อนกลับไปในระยะเวลาที่ยาวขึ้นสักช่วง 1 ปีย้อนหลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงถึง 56.30% หรือราว 25.90 บาทต่อหุ้น ทำให้ราคาหุ้นของ STGT ในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 19.80 บาทต่อหุ้น และเกิดเป็นคำถามจากนักลงทุนว่าเกิดอะไรขึ้นกับหุ้นที่ได้รับความสนใจอย่างคับคั่งในอดีต
ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์ถึงหุ้นของ STGT และมุมมองต่อจากนี้ว่าควรจะทำดีมาฝากแก่ผู้ลงทุนและผู้อ่านกันในวันนี้
โดยบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงกำไรปกติไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา ของ STGT ดีกว่าคาดด้วยตัวเลขที่ 1,052 ล้านบาท แต่มีกำไรอื่นสุทธิที่ 55 ล้านบาท ทำให้กำไรปกติอยู่ที่ 997 ล้านบาท (ลดลง 43.1%จากไตรมาสก่อนหน้าและลดลง 90.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน) ซึ่งมากกว่าที่คาด 12% ด้วยรายได้หลักที่สูงกว่าคาดอยู่ที่ 7,118.5 ล้านบาท (ลดลง 14.1% จากไตรมาสก่อนหน้าและลดลง 53.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน)
แม้ปริมาณขายยังเติบโตได้ดีอยู่ที่ 7,905 ล้านชิ้นเติบโตต่อ 4% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่รายได้ลดลงจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับลงต่อเป็น 0.89 บาท/ชิ้น จาก 1.09 บาท/ชิ้น ในไตรมาส 4/64 จากการแข่งขันที่สูงในกลุ่มถุงมือยางสังเคราะห์จากจีนและมาเลเซีย ส่งผลต่อเนื่องต่อ GPM ให้ปรับลงต่อเป็น 24.5% จาก 31.3% ในไตรมาส 4/64 ขณะที่ SG&A/Sales ยังทรงตัวระดับสูงที่ 9.0% จากค่าระวางเรือที่ยังทรงตัวระดับสูง
แต่แนวโน้มกำไรในไตรมาส 2/65 คาดลดลงต่อจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ปริมาณขายคาดสูงขึ้นต่อจากการรับรู้กำลังการผลิตใหม่และ Demand ในต่างประเทศยังแข็งแกร่งแต่จะยังไม่สามารถชดเชยราคาขายเฉลี่ยที่คาดจะปรับลงอีกราว 5 –10% ได้ โดยเราคาดหวังราคาขายถุงมือยางจะเริ่มทรงตัวตั้งแต่ครึ่งปีหลังปี65เป็นต้นไป
ด้วยราคาขายถุงมือยางที่ปรับลดแรงและมากกว่าเดิมที่ประเมินไว้ค่อนข้างมาก ทำให้เราปรับประมาณการกำไรปี 2565-66 ของ STGT ลง 62.3% และ 61.8% เป็น 3,518 ล้านบาท และ 4,265 ล้านบาท ตามลำดับจากการปรับรายได้ และ GPM ลงตามสมมติฐานราคาขายถุงมือยางเดิมที่ 1.00 บาท/ชิ้น และ 0.95 บาท/ชิ้น เป็น 0.75 บาท/ชิ้น และ 0.72 บาท/ชิ้น ตามลำดับและปรับ SG&A ขึ้นจากปัญหาการขนส่งทางเรือที่ยืดเยื้อนานกว่าคาด
ปรับคำแนะนำขึ้น จาก ขาย เป็น ซื้อเก็งกำไร
เรายังคงมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มผลประกอบการของ STGT จากราคาขายเฉลี่ยที่มีแนวโน้มจะชะลอตัวอีก ขณะที่ปัญหาค่าระวางเรือที่สูงเริ่มชะลอตัวบ้างในเดือนเม.ย. เป็นปัจจัยบวกเล็กน้อย โดยผลของการปรับประมาณลงทำให้ราคาเป้าหมายใหม่ณ สิ้นปี 2565 ของ STGT ถูกปรับลงเป็น 18.00 บาท อิงวิธี DCF แต่ด้วย Downside loss ที่ 6.7%
จึงปรับคำแนะนำขึ้นจาก ขาย เป็น ซื้อเก็งกำไร และระยะสั้นยังมี Downside จากการมีโอกาสถูกถอดจากดัชนี MSCI ที่จะประกาศผลในวันที่ 13 พ.ค. และบริษัทยังขาดปัจจัยบวกใหม่ เชิงกลยุทธ์จึงยังแนะนำชะลอการลงทุนใน STGT
